posttoday
ตลาดงานตึงตัวจัด ปัจจัยใหม่กดดัน ‘เฟด’

ตลาดงานตึงตัวจัด ปัจจัยใหม่กดดัน ‘เฟด’

01 พฤษภาคม 2561

นอกจากนโยบายการเงินสหรัฐจะเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว อีกตลาดหนึ่งที่กำลังอยู่ในภาวะตึงตัวไม่แพ้กันก็คือ “ตลาดแรงงาน”

โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ

นอกจากนโยบายการเงินสหรัฐจะเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนแล้ว อีกตลาดหนึ่งที่กำลังอยู่ในภาวะตึงตัวไม่แพ้กันก็คือ “ตลาดแรงงาน” ซึ่งสหรัฐกำลังตามหลังญี่ปุ่นมาติดๆ กับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ท่ามกลางตัวเลขอัตราว่างงานที่ต่ำสุดในรอบ17 ปี

รายงานจากสื่อหลายสำนักต่างบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในหลายรัฐของสหรัฐกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก จนไม่สามารถรองรับยอดคำสั่งการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจขาขึ้นในขณะนี้ได้ และกำลังกลายเป็นความกังวลใหม่ขึ้นมา

ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็ยังเป็นปัจจัยใหม่ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาด้วยว่า จะมีน้ำหนักมากพอที่จะกดดันการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หรือไม่

ที่ผ่านมาสหรัฐประสบกับวิกฤตภาคการเงินครั้งใหญ่มานับสิบปี หรือตั้งแต่ปี 2008 ที่ผ่านมา และเคยเจออัตราการว่างงานสูงสุดถึงขั้นทะลุ 10% มาแล้ว การที่ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวดีขึ้นจนเหลือเพียง 4.1% โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับภาวะสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไปนั้น ทำให้ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือการขาดแคลนแรงงานที่มากพอ เช่น การขยับไปหาทางเลือกทดแทนอย่างหุ่นยนต์

รอยเตอร์สระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บางบริษัทในสหรัฐต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ใหม่ถึงขั้นเปิดรับสมัครงานโดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งจริงอยู่ เช่น สมาคมเอโอดับเบิ้ลยู ซึ่งเกี่ยวกับบริษัทในภาคการผลิตในอัลบานี นิวยอร์ก โดยผู้บริหารระบุว่าภายใต้สถานการณ์ที่แย่งกันกันรับคนเช่นนี้ทำให้ต้องเปิดรับสมัครในบางตำแหน่งไปล่วงหน้าก่อน แต่หากมีผู้สมัครที่เหมาะสมเข้ามาจริง ก็สามารถเปิดตำแหน่งเพิ่มและรับทำงานได้ทันทีเช่นกัน

เรื่องนี้สอดคล้องกับรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พื้นที่ 14 รัฐในสหรัฐเผชิญอัตราว่างงานที่ต่ำที่สุดทุบสถิติใหม่ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และกำลังมีอีก 8 รัฐที่ทยอยทุบสถิติตามมาในเดือนที่แล้ว อาทิ ฮาวาย 2.1% ไอดาโฮ 2.9% วิสคอนซิน 2.9% โอเรกอน 4.1% และแม้แต่รัฐใหญ่อย่างแคลิฟอร์เนียก็ทุบสถิติไปแล้ว เช่นกันที่ระดับ 4.1%

ภาวะเช่นนี้ทำให้ผู้กำหนดนโยบายอย่างเฟดต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากตลาดเงินอยู่ในภาวะตึงตัวมากเกินไปโดยไร้ทางออก จะกลายเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนการจ้างงาน ให้ภาคธุรกิจแทน

จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า ต้นทุนการจ้างงานของสหรัฐในไตรมาสแรกปีนี้ ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ราว 4% หรือเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมานับตั้งแต่ที่อัตราว่างงานสหรัฐลดลงต่ำกว่า 5% มาตั้งแต่ปี 2015

รอยเตอร์สระบุว่า ภาวะตลาดงานที่ตึงตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยใหม่ที่ช่วยให้เฟดสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ได้ในที่สุด หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐนั้น “ขาดปัจจัยที่หายไป” มานับสิบปีอย่าง Wage Inflation หรือเงินเฟ้อจาก ค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 ทำให้การบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อตลอดช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องยาก

เจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการเฟด เคยระบุถึงการขยับขึ้นของอัตราค่าจ้างว่าเป็นส่วนที่ยังขาดหายไป เมื่อหารือถึงกรณีที่ว่าตลาดการจ้างงานของสหรัฐนั้นฟื้นตัวขึ้นอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ซึ่งหากฟื้นตัวอย่างเต็มที่แท้จริง ก็อาจเป็นปัจจัยใหม่ที่เร่งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐตามมา

หากดูจากทิศทางของเฟดก่อน หน้านี้ เช่น ในรายงานประเมินสภาพเศรษฐกิจรายไตรมาส (เบจบุ๊ก) เมื่อเดือน มี.ค. จะเห็นว่าเฟดจับตาที่สถานการณ์การขาดแคลนแรงงาน ในหลายพื้นที่ ซึ่งภาคธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาไม่สามารถหาคนมาทำงานได้เพียงพอ ทั้งในด้านแรงงานมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือ

ก่อนหน้านี้เอง มีรายงานในวอลสตรีท เจอร์นัล สะท้อนภาพปัญหานี้ว่าภาคธุรกิจในสหรัฐต้องแก้ปัญหาด้วยการจ้างงาน “เด็กวัยรุ่น” กันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นอายุราวชั้นมัธยมปลาย ซึ่งมีทั้งส่วนที่ทำงานพาร์ตไทม์และที่ทำงานแบบเต็มเวลา ซึ่งสะท้อนผ่านข้อมูลการว่างงานสหรัฐในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 16-19 ปี ในรอบ 12 เดือน จนถึงเดือน มี.ค.ปีนี้พบว่าอัตราว่างงานลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2001 อยู่ที่ 13.9% 

อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากตลาด ล่วงหน้าซีเอ็มอีและยูโรดอลลาร์ พบว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าตลาดแรงงานที่ตึงตัวจะเป็นปัจจัยกดดันให้เฟดเปลี่ยนใจหันมาขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้รวมเป็น 4 ครั้ง ซึ่งหมายความว่าเฟดจะต้องเริ่มขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมในรอบเดือน พ.ค. หรือในวันที่ 1-2 พ.ค.นี้ หรือเพื่อไปขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2018

แต่แม้ว่าปัจจัยเรื่องตลาดจ้างงานอาจยังไม่สามารถบ่งชี้ได้เร็วพอ จนกดดันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการเงินในเร็วๆ นี้ ทว่าอย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บ่งชี้ว่าสหรัฐกำลังถูกรายรอบด้วยปัจจัยที่กดดันเงินเฟ้อให้เร็วขึ้นกว่าเดิม และอาจ ส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายการเงินตามมาได้ในปีนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ