posttoday
รีดภาษีทรุด ร้อนเก้าอี้อธิบดีใหม่

รีดภาษีทรุด ร้อนเก้าอี้อธิบดีใหม่

01 พฤษภาคม 2561

แม้ว่าการเก็บรายได้รัฐบาลครึ่งปีแรกงบประมาณ 2561 ได้จำนวน 1.07 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 3.8 หมื่นล้านบาท

แม้ว่าการเก็บรายได้รัฐบาลครึ่งปีแรกงบประมาณ 2561 ได้จำนวน 1.07 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 3.8 หมื่นล้านบาท หรือ 3.7% โดยมีสาเหตุจากการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นสูงกว่าเป้าหมาย 1.66 หมื่นล้านบาท หรือ 18.5% และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้าหมาย 1.01หมื่นล้านบาท หรือ 17.5%

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเก็บภาษี 3 กรมภาษีกลับมีปัญหาเก็บได้ 1.09 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 7,090 ล้านบาท โดยเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายทั้ง 3 กรมภาษี

เริ่มตั้งแต่กรมสรรพากร ซึ่งเป็นกรมภาษีในการเก็บรายได้ของประเทศ แต่ปรากฏว่าครึ่งปีแรกจัดเก็บได้ 7.69 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 2,420 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้าหมาย 1.12หมื่นล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย2,213 ล้านบาท

ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีได้ 2.68 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,925 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน และภาษีเบียร์ที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 7,476 และ 4,168 ล้านบาทตามลำดับ เนื่องจากปริมาณน้ำมัน
และเบียร์ที่ชำระภาษีต่ำกว่าที่ประมาณการไว้

ด้านกรมศุลกากรเก็บภาษีได้ 5.48 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1,745 ล้านบาท เป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการจำนวน 2,054 ล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่ประมาณการไว้

จากข้อมูลการเก็บภาษีเป็นปัญหาใหญ่ของการเก็บรายได้รัฐบาลต่อเนื่องอีกปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 2-3 ปีการเก็บภาษีของรัฐบาลก็ต่ำกว่าเป้าหมายสูงถึง 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะการเก็บภาษีของกรมสรรพากรที่ต่ำกว่าเป้าหมายมาเป็นเวลา 3 ปีต่อเนื่อง หากปีงบประมาณ 2561 ยังเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ก็จะทำให้เป็นปีที่ 4 ที่การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย

ภาระหนักหนาสาหัสดังกล่าวจึงตกอยู่กับว่าที่อธิบดีกรมสรรพากรมือใหม่อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ถูกโยกไปแทนที่ ประสงค์ พูนธเนศอธิบดีกรมสรรพากรคนเก่าที่นั่งในตำแห่งนี้มาหลายปี ได้ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลัง

งานแรกของอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่จึงหนีไม่พ้นจะทำอย่างไรให้การเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อไม่ให้ไปฉุดรายได้รวมของประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย การเก็บภาษีเป็นงานยากกว่าให้รัฐวิสาหกิจนำเงินส่งรายได้คลังอยู่มาก เพราะการให้รัฐวิสาหกิจนำรายได้ส่งคลังมีกำหนดไว้ชัดเจน และสามารถขอเพิ่มได้หากรัฐวิสาหกิจนั้นมีสภาพคล่องส่วนเกิน

แต่ในส่วนของการเก็บภาษีที่ยากที่สุดคือ การเก็บที่ยังมีการรั่วไหลอยู่มาก ทั้งผู้ที่เสียภาษีจงใจหลีกเลี่ยง และกฎหมายระเบียบของกรมสรรพากรที่ยังล้าสมัยไม่ทันการค้าการขายในยุคดิจิทัล ทำให้การเก็บภาษีรั่วไหลอยู่มาก แม้ว่าที่ผ่านมากรมสรรพากรจะพยายามผลักดันเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซทั้งผู้ประกอบการในและนอกประเทศ แต่ก็ยังล่าช้าเพราะกลุ่มนายทุนต่างประเทศล็อบบี้ไม่ให้กฎหมายดังกล่าวคลอดออกมา โดยอ้างว่าเป็นการขัดขวางการดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รัฐบาลส่งเสริมให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี

นอกจากนี้ อธิบดีกรมสรรพากรใหม่ยังมีเรื่องร้อนการเก็บภาษีหุ้นจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการที่ผู้เสียภาษียื่นอุทธรณ์ และถูกดึงเรื่องเพราะคณะกรรมการอุทธรณ์ เนื่องจากยังมีความเห็นต่างเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนว่าสามารถเก็บภาษีดังกล่าวหรือไม่ ไม่ว่าจะออกทางใดล้วนเป็นของร้อนทางการเมืองของอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ทั้งนั้น

ขณะที่การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตก็เป็นเรื่องร้อนของ กฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิตคนใหม่ที่รับตำแหน่งนี้มาครึ่งปี หากดูจากการเก็บภาษีต้องยอมรับว่าผลงานดูไม่ดียิ่งเมื่อเทียบกับการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในปีที่ผ่านมาที่เกินเป้าหมายกว่าหมื่นล้านบาท ช่วยพยุงการเก็บภาษีในภาพรวมไว้ได้ไม่น้อย โดยการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตมีปัญหาเริ่มใช้กฎหมายสรรพสามิตใหม่มาตั้งแต่ 16 ก.ย. 2560 ในบางรายการสินค้า เช่น บุหรี่ภาษีเพิ่มขึ้นมากทำให้การบริโภคลดลง ขณะที่ภาษีเบียร์หลังจากปรับภาษีใหม่ผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ โดยการลดดีกรีและปริมาณการบรรจุทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นไม่มาก ส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตออกมาต่ำกว่าเป้าหมายอย่างที่เห็น

แม้ว่ากรมสรรพสามิตจะได้ซุ่มเงียบขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับขึ้นภาษีเบียร์และสุรา เพื่อให้เก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท แต่ก็ถูกทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเบรกไว้ไม่ให้เสนอเข้า ครม.พิจารณา เพราะหวั่นกระทบนายทุนและผู้บริโภคในช่วงก่อนมีการเลือกตั้ง ทำให้การขึ้นภาษีต่างๆ ของกรมสรรพสามิตตอนนี้ถูกดองไว้ทั้งหมด ส่งผลให้การเร่งเครื่องเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในช่วงครึ่งปีหลังงบประมาณ 2561 ไม่ขึ้นและไม่ได้ตามเป้าหมาย

สำหรับการเก็บภาษีของกรมศุลกากร ยังเป็นปัญหาของ กุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ที่นั่งคุมกรมนี้มา2 ปี การเก็บภาษียังพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งสองปี สำหรับปีงบประมาณ 2561 การเก็บให้ได้ตามเป้าหมายแทบเป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้ หากดูการเก็บรายได้รัฐบาลในเดือนล่าสุด มี.ค. 2561 หรือเดือนที่ 6 ของปีงบประมาณ 2561 เก็บได้ 1.66 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 1,878 ล้านบาท หรือ 1.1% และยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 0.5% เนื่องจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจต่ำกว่าเป้าหมาย 4,729 ล้านบาท หรือ 56.9% และต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 50.3% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเลื่อนการนำส่งเงินรายได้แผ่นดินของโรงงานยาสูบ แสดงให้เห็นว่าตัวช่วยการเก็บรายได้รัฐบาลที่สำคัญอย่างการส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจกำลังอ่อนแรงตามการ
เก็บภาษีไปด้วย

นอกจากนี้ การเก็บภาษีในเดือน มี.ค. 2561 ภาษีน้ำมันต่ำกว่าเป้าหมาย 2,823 ล้านบาท หรือ 14.4% และยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 16.4% ขณะที่การเก็บภาษีเบียร์ต่ำกว่าเป้าหมาย 1,965 ล้านบาท หรือ 25.8% และยังต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 44.3% เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นชัดว่ากรมสรรพสามิตต้องการเพิ่มอัตราการเก็บภาษีมากขึ้น เพื่อทำให้การเก็บภาษีในภาพรวมของกรมไม่ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่รัฐบาลก็เบรกไว้เพราะเหตุผลทางการเมือง

ดังนั้น การเก็บภาษีของประเทศในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2561 จึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งในแง่ของการรั่วไหล และใบสั่งทางการเมืองไม่ให้เก็บภาษีเพิ่ม จึงเป็นเรื่องวัดฝีมือของเหล่าอธิบดีกรมภาษีที่เป็นคนรุ่นใหม่ ว่าจะรีดภาษีให้เข้าเป้าหมายในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกที และรัฐบาลไม่ต้องเสียคะแนนนิยมจากการไปรีดภาษีจากนายทุนและประชาชนเพิ่มมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ