posttoday
ห่วงชิงก๊าซฯ สะดุด ฉุดเศรษฐกิจเสียหาย

ห่วงชิงก๊าซฯ สะดุด ฉุดเศรษฐกิจเสียหาย

01 พฤษภาคม 2561

งานสัมมนา “บงกช เอราวัณล่าช้า ตัดโอกาส ลดศักยภาพเศรษฐกิจไทย”

โดย ดวงนภา  ประเสริฐพงษ์

งานสัมมนา “บงกช เอราวัณล่าช้า ตัดโอกาส ลดศักยภาพเศรษฐกิจไทย” จัดโดย ชมรมฅนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลุ่มของอดีตผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาส่งสัญญาณถึงแนวทางการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมของรัฐบาลที่มีความล่าช้าและแสดงความเป็นห่วงต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

บวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานสัมมนาบงกช เอราวัณล่าช้า ตัดโอกาส ลดศักยภาพเศรษฐกิจไทย ว่า แม้ปัจจุบันภาครัฐจะเดินหน้าเปิดประมูลปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุ คือ แหล่งเอราวัณและบงกชด้วยระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) โดยวางกรอบว่าจะได้ผู้ชนะประมูลเดือน ธ.ค. 2561 และเซ็นสัญญาเดือน ก.พ. 2562 แต่ส่วนตัวเชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่ราบรื่นและความเชื่อมั่นต่อภาครัฐเริ่มน้อยลง เพราะที่ผ่านมามีความล่าช้ามาตลอดและเชื่อว่าจะมีการประท้วงของกลุ่มต้านเกิดขึ้นอีกและรัฐเองมีโอกาสที่จะถอย

ขณะเดียวกันระบบพีเอสซีที่นำมาใช้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะรัฐทราบดีว่าหากใช้พีเอสซี 100% รัฐจะต้องลงทุนด้วย ดังนั้นระบบที่เหมาะกับไทย คือ สัมปทานไทยแลนด์ทรี ส่วนผลกระทบจากการเลื่อนผลิตก๊าซของ 2 แหล่ง ทำให้ประเทศเสียโอกาสจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง และมีโอกาสทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมาทดแทน และหากการเปิดประมูลรอบนี้สะดุดลงอีกจะต้องนำเข้าก๊าซฯ ซึ่งมีราคาตลาดโลกสูงถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) เมื่อเทียบกับราคาก๊าซฯ แหล่งอ่าวไทยอยู่ที่ 4-5 ดอลลาร์/ล้าน ลบ.ฟุต จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มประมาณ 18 สตางค์/หน่วย กระทบต่อแผนพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่จะพาคนไทยก้าวพ้นความยากจนในปี 2575

นอกจากนี้ เมื่อค่าไฟฟ้าราคาสูงจะกระทบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบ ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิตเม็ดพลาสติก กระทบต่อผู้ผลิตรายใหญ่และเอสเอ็มอีมากกว่า 1,000 ราย เพราะจะไม่มีวัตถุดิบในประเทศ ต้องนำเข้ามาแทนจนกระทบต่อต้นทุนเอสเอ็มอี ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4.5 แสนล้านบาท

“เป็นห่วงนโยบายรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ที่จะมุ่งสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หากไม่มีพลังงานที่เพียงพอ ไฟฟ้าราคาแพง อุตสาหกรรมเป้าหมายเกิดลำบาก
อีอีซีจะไม่มีทางเกิดหรือหากเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาตามมา ไม่ประสบความสำเร็จ” บวร กล่าว

ภูวดล สุนทรวิภาต ตัวแทนผู้ประกอบการด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย กล่าวว่า ความล่าช้าของการเปิดประมูลฯ ทำให้บุคลากรหายไปจากธุรกิจปิโตรเลียมของไทยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันธุรกิจต้องการการเทรนนิ่งอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อคนหายไปก็เดินต่อไปยาก ไม่มีใครรู้เลยว่าความน่าเชื่อถือจะกลับมาเมื่อไร

“นอกจากนี้ อยากให้โฟกัสที่แหล่งใหม่ เพราะของเก่าจะหมดไปของใหม่ต้องเข้ามาแทนที่ ดังนั้นต้องรีบบอกให้ชัดว่าของใหม่มีหรือเปล่า ส่วนพลังงานทดแทนนั้นยังไม่ได้ จะมาแทนที่ไม่ได้ไปอีก 10 กว่าปี ตอนนี้เป็นความอึมครึม นอกจากนี้มีซัพพลายเชนที่ยาวมาก มีธุรกิจที่ตัดสินใจไม่ได้ว่าปิโตรเลียมจะกลับมาเมื่อไร บางรายอาจต้องย้ายถิ่น เกิดปัญหาด้านสังคม” ภูวดล กล่าว

นอกจากนี้ การที่ไทยจะดำเนินการผลิตแบบพีเอสซีนั้นถือว่าดำเนินการยาก เพราะศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมของไทยมีน้อย และยอมรับว่าเกิดความกังวลว่าเรื่องจะย้อนกลับไปสู่การตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (เอ็นโอซี) อาจจะเกิดการทุจริต หวั่นซ้ำรอยปัญหา ร.ง.4 ในอดีต

ด้าน ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความขัดแย้งเรื่องพลังงานต่างๆ รวมถึงเรื่องเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและบงกชที่ล่าช้าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญที่รัฐควรโฟกัส คือ ความสม่ำเสมอในการผลิตปิโตรเลียม อย่าหลงทางว่าอะไรที่เราอยากได้จริงๆ สิ่งที่เราอยากได้คือก๊าซ เพราะจะได้ลดต้นทุนการผลิต ส่วนที่เหลือเป็นผลพลอยได้ กรณีที่รัฐไม่สามารถดำเนินการต่ออายุแหล่งปิโตรเลียมได้ตามแผนและผู้ประกอบการในประเทศไทยหยุดผลิตปิโตรทุกแหล่งในประเทศไทย จะทำให้ราคาก๊าซสูงขึ้นและจะมีผลต่อค่าไฟฟ้า 90 สตางค์/หน่วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ