
อเบอร์ดีนชี้เงินใหม่ไหลเข้ากองทุนFIF
บลจ.อเบอร์ดีน ชี้เงินใหม่ไหลเข้ากองทุน FIF มากกว่ากองทุนหุ้นไทย เหตุกลัวหุ้นพุ่งแรง ออกแรงเชียร์ลงทุนจีน แต่ต้องเลือกบริษัทแข็งแกร่ง
บลจ.อเบอร์ดีน ชี้เงินใหม่ไหลเข้ากองทุน FIF มากกว่ากองทุนหุ้นไทย เหตุกลัวหุ้นพุ่งแรง ออกแรงเชียร์ลงทุนจีน แต่ต้องเลือกบริษัทแข็งแกร่ง
นายชัยเกษม วัฒนศิริพงษ์ หัวหน้าจัดจำหน่ายกองทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า สัดส่วนของเม็ดเงินลงทุนใหม่จะเข้ามาลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศ (FIF) มากกว่ากองทุนหุ้นในประเทศ โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในประเทศจีนและกองทุนที่ลงทุนในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
“เมื่อวันที่ 12 ต.ค. กองทุนเปิด อเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ มีมูลค่ากองทุนอยู่ที่ 700 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 500 ล้านบาท” นายชัยเกษม กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่า เป็นเพราะนักลงทุนบางส่วนได้กำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และกังวลว่า ในปี 2554 ตลาดหุ้นอาจจะไม่ให้ผลตอบแทนสูงเหมือนในปีนี้จึงโยกเงินลงทุนไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนมีผลตอบแทนที่ดีขึ้น และพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง
นายนิโคลัส โยว กรรมการและหัวหน้าทีมการลงทุนตราสารทุน อเบอร์ดีน แอสเสท แมเนจเมนท์ เอเชีย ลิมิเต็ด ในฐานะผู้จัดการกองทุนอเบอร์ดีน โกลบอล – ไชนิส เอคควิตี้ฟันด์ ซึ่งเป็นกองทุนหลักของกองทุนเปิด อเบอร์ดีน ไชน่า เกทเวย์ ฟันด์ กล่าวว่า ในปี 2554 บริษัทเอกชนที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นกว่าบริษัทที่อ่อนแออย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประเทศจีนจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและผลของการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลดลง จนทำให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจในประเทศจีนมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น
“สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการลงทุนแบบอเบอร์ดีนที่เน้นวิเคราะห์ตัวบริษัทเป็นหลัก” นายนิโคลัส กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายนิโคลัส กล่าวว่า แม้ว่า ประเทศจีนจะมีอัตราการเติบโต 8-10% แต่เศรษฐกิจจีนยังมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง 3 ประเด็น ได้แก่ นโยบายของรัฐบาลที่จะเข้ามาดูแลเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และมความเสี่ยงที่รัฐบาลท้องถิ่นจะไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรที่ออกขายไปเมื่อปี 2551 ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกลาง เพราะหลายโครงการที่ลงทุนไปนั้นเป็นโครงการที่ไม่ก่อประโยชน์
“ถ้าหากรัฐบาลท้องถิ่นมีปัญหาหนี้เสียในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่า รัฐบาลกลางจะเข้ามาช่วยเหลือ เพรารัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารหลายแห่ง นอกจากนี้ รัฐบาลจีนก็มองเห็นปัญหานี้และให้แนวทางในให้สินเชื่อของรัฐบาลท้องถิ่นแล้ว”นายนิลัส กล่าว
พร้อมกันนี้ นายนิโคลัส ยังแสดงความเห็นต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของรัฐบาลจีนว่า รัฐบาลจีนไม่น่าจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายตามแรงกดดันจากนานาประเทศ เนื่องจากการปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่ามากและเร็วเกินไปจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าราคาถูกและมีกำไรขั้นต้นต่ำ







