
ทำไมทหารต้องสืบทอดอำนาจ
โดย ทวี สุรฤทธิกุลความกลัว ความโลภ ความอยาก หรือใบสั่ง?ทฤษฎี “อำนาจ” ในวิชารัฐศาสตร์กล่าวไว้ว่า “การรักษาอำนาจยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ” คือถ้าเป็นอำนาจเผด็จการก็มักจะทำได้ง่ายๆ โดยการรัฐประหารหรือสู้รบแย่งชิงเอา ถ้ามีกำลังมากกว่าหรือคู่ต่อสู้ยอมแพ้ก็ขึ้นสู่อำนาจได้ง่ายๆ ส่วนอำนาจประชาธิปไตยก็อาศัยกฎหมายกำหนดให้เลือกตั้งเข้ามา แม้จะมีความยากลำบากในการต่อสู้หาเสียง แต่ก็สามารถคาดการณ์ถึงชัยชนะได้ไม่ยากนักการรักษาอำนาจในระบอบประชาธิปไตยดูจะง่ายกว่าการรักษาอำนาจในระบอบเผด็จการประการแรก อำนาจในระบอบประชาธิปไตยมีที่มาที่ไปชัดเจน เพราะกฎหมายกำหนดขั้นตอนของการดำเนินการในการใช้อำนาจต่างๆ ไว้ คือเมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ต้องทำตามที่ได้หาเสียงไว้ หากทำได้ก็จะได้รับความนิยม เป็นประวัติผลงานสืบเนื่องไปถึงคราวการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งก็จะได้เปรียบคู่ต่อสู้อย่างแน่นอน ส่วนอำนาจในระบอบเผด็จการเป็นอำนาจที่ “ดำมืด” แม้แต่คู่ต่อสู้ก็ไม่กล้าปรากฏตัว ผู้นำในระบอบเผด็จการจึงต้องต่อสู้อย่างคนตาบอด หรืออย่างเก่งก็ตั้งหน่วยเกสตาโปคอยหาข่าวและกำจัดคู่ต่อสู้ ซึ่งมักจะต่อสู้กันด้วยความรุนแรง หรื
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ความกลัว ความโลภ ความอยาก หรือใบสั่ง?
ทฤษฎี “อำนาจ” ในวิชารัฐศาสตร์กล่าวไว้ว่า “การรักษาอำนาจยากยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจ” คือถ้าเป็นอำนาจเผด็จการก็มักจะทำได้ง่ายๆ โดยการรัฐประหารหรือสู้รบแย่งชิงเอา ถ้ามีกำลังมากกว่าหรือคู่ต่อสู้ยอมแพ้ก็ขึ้นสู่อำนาจได้ง่ายๆ ส่วนอำนาจประชาธิปไตยก็อาศัยกฎหมายกำหนดให้เลือกตั้งเข้ามา แม้จะมีความยากลำบากในการต่อสู้หาเสียง แต่ก็สามารถคาดการณ์ถึงชัยชนะได้ไม่ยากนัก
การรักษาอำนาจในระบอบประชาธิปไตยดูจะง่ายกว่าการรักษาอำนาจในระบอบเผด็จการ
ประการแรก อำนาจในระบอบประชาธิปไตยมีที่มาที่ไปชัดเจน เพราะกฎหมายกำหนดขั้นตอนของการดำเนินการในการใช้อำนาจต่างๆ ไว้ คือเมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ต้องทำตามที่ได้หาเสียงไว้ หากทำได้ก็จะได้รับความนิยม เป็นประวัติผลงานสืบเนื่องไปถึงคราวการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งก็จะได้เปรียบคู่ต่อสู้อย่างแน่นอน ส่วนอำนาจในระบอบเผด็จการเป็นอำนาจที่ “ดำมืด” แม้แต่คู่ต่อสู้ก็ไม่กล้าปรากฏตัว ผู้นำในระบอบเผด็จการจึงต้องต่อสู้อย่างคนตาบอด หรืออย่างเก่งก็ตั้งหน่วยเกสตาโปคอยหาข่าวและกำจัดคู่ต่อสู้ ซึ่งมักจะต่อสู้กันด้วยความรุนแรง หรืออยู่ในความหวาดกลัวตลอดเวลา รวมทั้งศัตรูก็จะมีมากขึ้นๆ จนสู้กันไม่จบสิ้น
ประการต่อมา อำนาจในระบอบประชาธิปไตยมีขอบเขตแน่นอน เช่น กำหนดระยะเวลาในการใช้อำนาจตามรอบของการเลือกตั้ง คือ 4 ปี ก็ต้องมีการเปลี่ยนใหม่ หรือการให้มีอำนาจที่จำกัด มีการแบ่งแยกอำนาจ และมีการถ่วงดุลอำนาจ หรือสามารถตรวจสอบอำนาจนั้นได้ ส่วนอำนาจในระบอบเผด็จการก็จะมีลักษณะตรงกันข้าม คือมีขอบข่ายของอำนาจที่กว้างขวาง ส่วนใหญ่มักจะทำหน้าที่ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการไปในองค์กรเดียวกัน ซึ่งก็คือคณะผู้ยึดอำนาจนั่นเอง แม้ว่าในการออกกฎหมายอาจจะให้มีสภา เช่น สภานิติบัญญัติ สภานี้ก็แต่งตั้งและถูกควบคุมจากคณะผู้ยึดอำนาจได้เช่นกัน (เหมือนในบางประเทศที่สั่งให้ออกกฎหมายมั่วซั่วแล้วก็ล้มหรือแก้ใหม่อุตลุด รวมทั้งสั่งให้ล้มองค์กรอิสระต่างๆ นั้นด้วย) แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือการใช้อำนาจตุลาการลงโทษผู้คนที่ขัดขวางการใช้อำนาจของคณะผู้ปกครองนั้นๆ ทั้งยังเป็นอำนาจที่ควบคุมและตรวจสอบไม่ได้ จึงเป็นอำนาจที่สยดสยอง ผิดทั้งหลักศีลธรรมและหลักกฎหมาย มีแต่คนรังเกียจ
อีกประการหนึ่ง ความยั่งยืนของอำนาจในระบอบประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับ “พฤติกรรม” ขององคาพยพต่างๆ ที่มาประกอบกัน หากองคาพยพเหล่านั้นซึ่งก็คือรัฐสภา รัฐบาล ระบบราชการ พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มสังคมต่างๆ ดำเนินการอยู่ในร่องในรอย คือยึดกฎหมายและธรรมเนียมการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นเป็นหลักก็มักจะไม่มีปัญหา แต่ในระบอบเผด็จการ การใช้อำนาจของผู้นำนั้นมักจะมี “ตำหนิ” คือข้อที่ให้รังเกียจเดียดฉันท์อยู่มาก เช่น ผู้นำที่มาจากทหารมักจะมีบุคลิกภาพแข็งกร้าว พูดจาไม่เพราะ ก็จะถูกผู้คนวิจารณ์ด้วยความเอือมระอา รวมถึงการควบคุมองคาพยพต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของผู้นำและคณะผู้ยึดอำนาจนั้นด้วย ซึ่งก็ล้วนแต่มีจุดเปราะบาง คือขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าในระบอบประชาธิปไตยก็มีขั้นตอนตามกฎหมายเข้ามาจัดการได้ แต่ในระบอบเผด็จการก็ต้องอาศัยความแข็งกร้าวตามอำเภอใจของผู้นำนั่นแหละเข้าไปจัดการ
จากข่าวที่ว่าคณะทหารที่กำลังปกครองประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ มีความพยายามที่จะอยู่ในอำนาจให้ยาวนานต่อไป จึงมีบางคนสนใจว่าเป็นด้วยเหตุผลใด หรือมีเป้าประสงค์อย่างไร
บางคนบอกว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ทหาร “กลัว” คือกลัวว่าถ้าออกจากอำนาจไปในตอนนี้อาจจะมีอันตรายรออยู่เบื้องหน้า แบบที่มีสำนวนว่า “ลงจากหลังเสือก็ต้องระวังเสือกัด” จึงต้องอยู่บนหลังเสือคือขอให้มีอำนาจอยู่ต่อไป จึงมีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า “เสือ” ที่ทหารกลัวนั้นคืออะไร คำตอบที่นึกขึ้นได้ในเวลานี้ก็คือ น่าจะเป็นนักการเมืองที่ทหารพยายามกีดกันหรือกำจัดออกไปจากวงการเมือง รวมถึงประชาชนที่เบื่อหน่ายทหาร
บ้างก็บอกว่าที่ไม่ยอมวางมือออกไปเสียจากอำนาจ ก็เพราะ “ความโลภ ความอยาก” อย่างที่เรียกกันว่า “เสพติดอำนาจ” อันเกิดจากการเข้าไปมีอำนาจมาระยะเวลาหนึ่ง แล้วพบว่าอำนาจนั้นสามารถสนองตอบต่อ “ตัณหาราคะ” บางอย่างได้เป็นอย่างดี เช่น ความสุข ความสะดวกสบาย ความรู้สึกใหญ่โต ได้รับการยกย่องเยินยอ การมีบริวารหรือผู้คนแวดล้อม รวมถึง “ความกร่าง” ที่รู้ว่าตนเองเหนือกว่าใครๆ
เหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือที่มีบางคนเสนอว่า คณะ คสช.นี้มี “ใบสั่ง” ให้ต้องอยู่ในอำนาจ จะลงจากอำนาจนั้นไม่ได้ จึงมีคำถามว่าใครคือผู้ออกใบสั่ง หรือกำหนดให้ คสช.ต้องอยู่ในอำนาจต่อไป คำตอบก็อาจจะตอบได้ง่ายๆ ถ้าเราไม่คิดอะไรสูงส่งลึกซึ้ง ว่าอาจจะเป็นบุคคลที่ผู้นำในรัฐบาลนี้เกรงใจ เช่น รุ่นพี่ในกองทัพ หรือผู้มีพระคุณในทางการเมืองการปกครอง ซึ่งจะต้องมีการตอบแทนหรือแลกเปลี่ยนประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นได้ว่ามีบางคนในรัฐบาลนี้ที่นายกรัฐมนตรีไม่กล้าแตะต้องและต้องให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
อ้อ อาจจะมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทหารคณะนี้ยังจำเป็นจะต้องอยู่ในอำนาจต่อไป คือเพื่อรักษา “โรคปัสสาวะไม่สุด” ที่ยังทำอะไรไม่สำเร็จ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ของกองทัพที่ประวัติศาสตร์บอกว่า เมื่อทหารขึ้นมาปกครองครั้งใดก็ประสบความล้มเหลวอยู่เรื่อย ซึ่งอนาคตอาจจะเป็นอุปสรรคในการทำรัฐประหารได้ยากขึ้น
เวลาที่ใช้กู้ภาพลักษณ์ก็ไม่มาก 20 ปีเท่านั้นเอง







