
Passion ปั้นได้ไหม
หากมีคนมาถามคุณว่า Passion ของคุณคืออะไร คุณจะตอบว่าอย่างไรบางท่านอาจจะตอบได้ทันที
โดย ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ
หากมีคนมาถามคุณว่า Passion ของคุณคืออะไร คุณจะตอบว่าอย่างไรบางท่านอาจจะตอบได้ทันที แต่บางท่านอาจจะใช้เวลาคิด ในการทำแผนพัฒนาบุคลากรระยะยาว คำถามถึง Passion เป็นหนึ่งในคำถามที่เรามักใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าเส้นทางการพัฒนาและการลงทุนในการพัฒนาจะสอดคล้องกับ Passion ของบุคลากรที่จะรักษาไว้ และสอดคล้องกับความจำเป็นของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารหรือโค้ชที่เคยทำคำถามนี้กับโค้ชชี่ของตนหลายครั้งได้พบว่า ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้โค้ชชี่เข้าใจหรือตระหนักว่า Passionของตนคืออะไร หรือแม้แต่เริ่มจากทำให้เข้าใจก่อนว่าความหมายของ Passion คืออะไร
คำว่า Passion หากแปลตรงๆ หมายถึง ความชอบ ความรัก ความลุ่มหลง ความปรารถนาที่นำไปสู่ความกระตือรือร้น และความทุ่มเทในการคิด หรือลงมือทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น Passion ในการฝึกเล่นกอล์ฟ Passion ที่จะให้บริการลูกค้าที่ดีเลิศ (Passion to Service Excellence) Passion ในการสอนดนตรี สำหรับดิฉัน Passion หมายถึงความปรารถนา มุ่งมั่น ตั้งใจ ที่เปี่ยมด้วยพลังอยากได้ อยากเป็น อยากทำ อยากเห็นความคืบหน้า และเป็นพลังที่เกิดขึ้นจากภายในตัวเราเอง
เพื่อนในเครือข่ายงานของดิฉันคนหนึ่ง ชื่อ แจ็กเกอรีน ทรูป โรบินสัน (Jacqueline Throop Robinson) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้าน Employee Engagement ได้ศึกษาเรื่อง Passion ร่วมกับคุณเดวิด โจนส์ (David Jones) เพื่อค้นหาความเกี่ยวข้องระหว่างระดับของ Passion กับความผูกผันที่บุคลากรมีต่องานและองค์กร (Employee Engagement)
จากการศึกษาที่ใช้เวลาถึงเจ็ดปี ได้พบว่า Passion มีความสำคัญต่อความผูกพันของบุคลากรที่มีต่องาน แต่ที่สำคัญกว่านั้น ควรจะเป็น Passion ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ใช่มาๆ ไปๆ ซึ่งความต่อเนื่องนี้ เธอใช้คำว่า PassionFlow™ และต่อมาได้กลายเป็นเครื่องมือหรือแบบประเมินในการวิเคราะห์ระดับ Passion ของบุคคลและทีม
หากเราเข้าใจ Passion ของตนเองว่าคืออะไร และระดับของ Passion ในปัจจุบันอยู่ในระดับไหน และทำไมเราถึงมีและไม่มี Passion อะไรทำให้ Passion ของเราหายไป ก็จะทำให้เรามีวิธีการบริหารตนเองให้เกิด PassionFlow™ คือมี Passion ในระดับเหมาะสมต่อเนื่อง
สำหรับผู้นำ การช่วยให้ผู้ใต้บังคับบัญชามี Passion ก็จะส่งผลดีต่อผลิตภาพในการทำงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่อองค์กร แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครไปบอกหรือบังคับให้ใครสร้าง Passion ในเรื่องใดได้ แต่หากผู้นำทราบว่า Passion ของผู้ใต้บังคับบัญชาคืออะไร และอยู่ในระดับใด จะสามารถโค้ชผู้ใต้บังคับบัญชาได้ว่าจะควบคุม บริหารจัดการตนเอง และสิ่งแวดล้อม ให้เกิด PassionFlow™ และจะรักษาเอาไว้ได้อย่างไร
สำหรับการสร้างทีมงานที่มี Passion เรามักใช้วิธีการทำกิจกรรมทีม (Team Building) ตอนเราไปร่วมกิจกรรม เรากระตือรือร้น อดทนร่วมกิจกรรม และเสียสละให้ทีมได้ แต่พอกลับมาจาก Team Building ไม่นาน ความรู้สึกนั้นก็หายไป กลับมาปฏิบัติต่อกันในแบบเดิม ดังนั้น Team Building ที่แท้จริงต้องช่วยให้สมาชิกรู้จักบริหาร ควบคุมเพื่อเพิ่มหรือรักษา PassionFlow™ของตนเองไว้ให้ได้ เมื่อกลับมาทำงาน นอกจากนี้ถ้าเราทราบว่า Passion ของสมาชิกในทีมมาจากอะไร และอะไรทำให้มันหายไป เราก็จะสามารถสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมในการทำงานให้เอื้ออำนวยต่อการเกิด PassionFlow™ ได้เหมาะสม
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านยังได้ระบุองค์ประกอบสำคัญของ Passion ที่ต่อเนื่อง ซึ่งมีสองข้อหลักๆ คือ Meaning และ Progress
• Meaning หมายถึงผลงานหรือกระบวนการที่นำไปสู่ผลที่ได้รับ ที่มีความหมายสำหรับตัวเรา หรือเป็นสิ่งที่ตัวเราให้ความสำคัญ
• Progress และ Action คือ การกระทำที่นำไปสู่ความรู้สึกและประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป
ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านได้ย้ำว่า ทั้งสองปัจจัยต้องไปด้วยกัน ถ้ามีแต่ Meaning ก็จะเป็นเพียงความอยากความฝัน ความตั้งใจ แต่ไม่มีผลลัพธ์ถ้ามีแต่ Progress และการกระทำที่ขาดแรงขับและความกระตือรือร้น Passion ก็อาจขึ้นๆ ลงๆ หรือหายไปในที่สุด
อีกประการที่ต้องระวังคือ การที่คนมี Passion ในบางสิ่งบางอย่างมากไปจนลืมสิ่งอื่นๆ ในชีวิต แบบนี้ไม่เรียก Passion แต่เรียกว่า Obsessing คือหมกมุ่นจนไม่ลืมหูลืมตาทั้งร่างกายและจิตใจ หรือเวลาที่เรารีบเร่งดันทุรังสูงในการทำอะไรสักอย่าง จนขาดความสมดุลระหว่างการงานและชีวิตส่วนตัว อันนี้ไม่เรียกว่าเป็น Passion แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองท่านเรียกว่า Rushing หรือร้อนรน
การวิเคราะห์ให้ดี ก็จะทำให้เราทราบด้วยว่าตอนนี้เรามี Passion หรือ Obsession หรือ Rushing กันแน่ และถ้าทราบผลแล้ว เราจะทำอย่างไร เพื่อให้เรารักษา Passion ของเราไว้ได้ และอะไรที่เป็นอุปสรรคและจะบริหารจัดการอุปสรรคเหล่านั้น







