posttoday
ปิดฉากสงคราม 65 ปี สองเกาหลีเปิดประตูสู่สันติ

ปิดฉากสงคราม 65 ปี สองเกาหลีเปิดประตูสู่สันติ

28 เมษายน 2561

หลังเวลาล่วงเลยมาถึง 65 ปี สองเกาหลีได้ประกาศจบสงครามเกาหลี“อย่างเป็นทางการ”

โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังเวลาล่วงเลยมาถึง 65 ปี สองเกาหลีได้ประกาศจบสงครามเกาหลี“อย่างเป็นทางการ” ระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ของสองผู้นำเกาหลีเมื่อวานนี้

คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และประธานาธิบดีมุนแจอิน ของเกาหลีใต้ จับมือกันร่วมออก “แถลงการณ์ปันมุนจอม” ในบ้านสันติภาพ ที่เขตแดนเกาหลีใต้ โดยระบุว่า รัฐบาลของทั้งสองเกาหลีจะเดินหน้าบรรลุสนธิสัญญาสิ้นสุดสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการภายในปี 2018 นี้

“ผู้นำจากทั้งสองประเทศขอประกาศอย่างเป็นทางการ...ว่าจะไม่มีสงครามเกิดขึ้นอีกในคาบสมุทรเกาหลี และยุคสมัยแห่งสันติภาพได้เริ่มขึ้นแล้ว” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ โดยผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องเปิดการเจรจาด้านกลาโหมภายในเดือนหน้า เพื่อปูทางไปสู่การปลดอาวุธของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองเกาหลีจะพยายามจัดการประชุม 4 ชาติ ที่ประกอบด้วย เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ จีน และสหรัฐ เพื่อผลักดันการสิ้นสุดสงครามเกาหลีและปูทางไปสู่ระบอบการปกครองที่ยั่งยืนและมีสันติภาพ

สำหรับความพยายามปลดอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลเปียงยางที่หลายฝ่ายต่างจับตามองนั้น แม้ขณะนี้ยังไม่มีการระบุรายละเอียดหรือกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ทั้งมุนแจอินและคิมจองอึนเห็นพ้องเดินหน้าดำเนินการดังกล่าว หลังคิมให้คำมั่นว่าเกาหลีเหนือจะยุติการทดสอบนิวเคลียร์และยิงขีปนาวุธเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจะจัดการพบปะเจรจากันอย่างสม่ำเสมอและมีการต่อสายโทรศัพท์ตรงระหว่างรัฐบาลด้วยเช่นกัน

นอกจากการให้คำมั่นปลดอาวุธและความร่วมมือทางกลาโหมแล้ว รัฐบาลสองประเทศจะจัดให้มีการกลับมาพบปะกันระหว่างครอบครัวที่พลัดพรากจากกันในสองประเทศภายในวันที่ 15 ส.ค.ในปีนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบการได้รับอิสรภาพจากญี่ปุ่น อีกทั้งยังจะมุ่งสร้างถนนและรางรถไฟสำหรับเดินทางไปมาระหว่างสองเกาหลี และร่วมกันจัดตั้งสำนักงานตัวกลางในนิคมอุตสาหกรรมแกซองโดยจะมีตัวแทนจากทั้งสองเกาหลีเข้ากำกับดูแล ขณะที่เกาหลีเหนือรับปากจะเข้าร่วมงานระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ที่จะจัดขึ้นที่อินโดนีเซียในปีนี้

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวล้วนได้รับเสียงสนับสนุนจากต่างชาติอย่างมาก ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่น รัสเซีย และจีนต่างออกมากล่าวแสดงความยินดีต่อการเจรจาครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ระบุว่า การประชุมดังกล่าวเป็นก้าวที่สำคัญต่อการปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือและคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินไปสู่สันติภาพเท่านั้น โดยหลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่า คำสัญญาของเกาหลีเหนือนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เนื่องจากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกาหลีเหนือตกลงรับปากจะมุ่งหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ แต่ต้องล้มเหลวทุกครั้ง เพราะเกาหลีเหนือไม่ยอมหยุดการทดลองขีปนาวุธอย่างที่สัญญาไว้ ขณะที่เกาหลีเหนือก็อ้างว่ายังไม่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจอย่างเพียงพอจากนานาประเทศ

ด้าน บงยงซิก นักวิเคราะห์จากสถาบันศึกษาด้านเกาหลีเหนือ ในมหาวิทยาลัยยอนเซของเกาหลีใต้ ระบุว่า คำสัญญาปลดนิวเคลียร์ดังกล่าวไม่ชัดเจน และสามารถตีความได้หลายรูปแบบ โดยอาจหมายความว่า เกาหลีเหนือทำลายขีปนาวุธทิ้งทั้งหมด หรืออาจจะเป็นการยื่นข้อเรียกร้องของเกาหลีเหนือต่อฝ่ายสหรัฐที่ประจำการในเกาหลีใต้

ปูทางเจรจาทรัมป์-คิม

การประชุมสุดยอดระหว่างสองเกาหลีครั้งนี้นับว่าเป็นการปูทางไปสู่การประชุมครั้งแรกระหว่างคิมจองอึนและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ราวช่วงเดือน พ.ค-มิ.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อเจรจากรณีการปลดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่า เวทีการประชุมนัดประวัติศาสตร์ครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ไหนและจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยกับทางช่องโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า กำลังพิจารณาถึงวันที่และสถานที่ที่จะจัดการประชุมกับคิมจองอึน โดยกำลังเลือกวันที่ในช่วงเดือน พ.ค-มิ.ย. และกำลังพิจารณาสถานที่กว่า 5 แห่ง ขณะที่ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์จุนอัง อิลโบ ในเกาหลีใต้ รายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า สิงคโปร์และมองโกเลียเป็นตัวเต็งที่จะใช้จัดการประชุมระหว่างทรัมป์และคิมจองอึนด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ทรัมป์เสริมว่า ยังไม่มั่นใจว่าจะมีการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหรือไม่

ขณะที่ซีเอ็นบีซีรายงานว่า หากเกิดการประชุมระหว่างทรัมป์และคิมจองอึนขึ้นจริง การหาข้อสรุปในโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนืออาจเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากสหรัฐและเกาหลีเหนือมีมุมมองของแนวทางการปลดนิวเคลียร์ที่แตกต่างกัน โดยสหรัฐนั้นต้องการให้เกาหลีเหนือสละโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง แต่เกาหลีเหนือจะไม่ยอม หากไม่ได้รับข้อเสนอที่ดีพอ  โดยข้อเสนอดังกล่าวอาจรวมถึงการที่สหรัฐถอนกำลังทหารและระบบป้องกันภัยนิวเคลียร์ออกจากเกาหลีใต้

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์หลายรายแสดงความวิตกกับซีเอ็นบีซีต่อการเจรจาระหว่างทรัมป์และคิมที่กำลังจะเกิดขึ้น โดย วิคเตอร์ ชา ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และที่ปรึกษาอาวุโสจากศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศและกลยุทธ์ เปิดเผยว่า หากการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐล้มเหลว อาจเกิดความเสี่ยงเกิดสงครามมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหลายฝ่ายใช้ตัวเลือกทางการทูตไปหมดแล้ว แม้ว่าบางฝ่ายยังมีความต้องการเจรจาอยู่ แต่สหรัฐจะพูดถึงการใช้การโจมตีทางทหารกับเกาหลีเหนือมากขึ้นกว่าในอดีต 

“ความล้มเหลวของการเจรจาเป็นการลดความเชื่อมั่นของตัวเลือกในการใช้การทูตเจรจาแก้ไขความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีอย่างหนัก จากเดิมที่ก็ไม่ได้ผลอยู่แล้ว และจะนำพาเราไปสู่ความขัดแย้งทางกลาโหม” บรูส โจนส์ ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการศึกษานโยบายต่างประเทศของสถาบันคลังสมองบรู๊กกิ้งส์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว