
พระพุทธภัทระสลับหัวแปลภาษา
พระพุทธภัทระ (佛陀跋陀罗) เป็นนักแปลผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ท่านเป็นชาวเมืองกบิลพัสดุ์ มีกำเนิดเมื่อปี ค.ศ. 359 อายุได้ 17 ปี
พระพุทธภัทระ (&>0315;&&8464;&&6299;&&8464;&&2599;) เป็นนักแปลผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ท่านเป็นชาวเมืองกบิลพัสดุ์ มีกำเนิดเมื่อปี ค.ศ. 359 อายุได้ 17 ปี บวชเป็นบรรพชิตที่แคว้นกัษมิระ ศึกษา เป็นศิษย์ของพระพุทธเสน แห่งนิกายสรวาสติวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านพระวินัย และวิปัสสนากรรมฐาน พระพุทธภัทระจึงเชี่ยวชาญด้านวิปัสสนายิ่ง
ต่อมา ในปี ค.ศ. 409 คณะสมณทูตจากอาณาจักรโห้วฉินอาราธนาท่านเดินทางไปประกาศพระศาสนาที่จีน ระหว่างรอนแรมนั้นท่านสำเร็จอนาคามิผล ได้อภิญญา สามารถช่วยเหลือคณะเดินทางให้รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆ ได้จนถึงนครฉางอันโดยสวัสดิภาพ พระเจ้าโห้วฉินเหวินหวนตี้ ปรีดายิ่งนักอาราธนาท่านมาแสดงธรรมถึงในวังหลวง
ในช่วงนั้นมีบรรพชิตนักแปลอีกท่านที่นามอุโฆษณ์ไม่แพ้กัน คือท่านกุมารชีพ ทั้งสองทำงานร่วมกันช่วยแปลและเผยแผ่พระสูตรสำคัญมากมาย ทั้งยังเคยขึ้นธรรมาสน์คู่ปุจฉา-วิสัชนาข้อธรรมจนเป็นที่ลือลั่น
อย่างไรก็ตาม ในกาลต่อมาศิษย์ของท่านกุมารชีพเกิดริษยาจึงใส่ร้ายพระพุทธภัทระ เรื่องราวบานปลายจนฮ่องเต้ขับท่านออกจากนครหลวง แต่ต่อทรงทราบความจริงจึงมีโองการนิมนต์ท่านคืนกลับ แต่ท่านไม่รับนิมนต์อีก ปักหลักประกาศพระศาสนาที่ดอยหลู่ซานจนละสังขาร กระทั่งบัดนี้สถูปพระธาตุของท่านก็ยังสถิตอยู่ที่วัดตงหลินซื่อ บนดอยหลู่ซาน
แม้จะเป็นนักแปลมือทอง แต่พระพุทธภัทระยังส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานเป็นหลักด้วย เป็นแนวทางเฉพาะของท่านเรียกว่า “โพธิสัตว์ธยาน” เมื่อได้ฌานแล้วก็ยกขึ้นมาพิจารณาจนเป็นปัญญา แนวทาง “ธยาน” และ “ปรัชญา” หรือ สมาธิ-ปัญญา ของท่านได้รับการสืบทอดสู่นิกายเถียนไถในกาลต่อมา
ที่จริงแล้ว มิได้สอนเพียงสมาธิและปัญญา และยังสอนศีลด้วย เพื่อครบองค์ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยท่านเองก็เชี่ยวชาญวินัย และแปลพระวินัยเป็นภาษาจีนเช่นกัน รวมถึงปกรณ์อธิบายพระวินัย เช่น “ปราติโมกษ์ สังฆิกะ วินัยมาลา” แต่ด้วยเหตุที่ในครั้งนั้นมีสำนักศึกษาวินัยเป็นเอกเทศอยู่แล้ว ท่านจึงได้ชื่อเรื่อง สมาธิ-ปัญญา มากกว่า
งานแปลปกรณ์ของท่านมีดังนี้ 1. ธรรมตระธยานสูตร (&&6798;&&0952;&>2810;&&2599;&&1109;&&2463;) แปลเมื่อปี ค.ศ. 398-421 2.พุทธาวตังสกสูตร (&>1326;&>0005;&&2463;) แปลเมื่อปี ค.ศ. 420 3.สุขาวตีวยูหะสูตร (&>6080;&&7327;&>3551;&&2463;) แปลเสร็จปี ค.ศ. 421 4.มหาสังฆิกวินัย (&>5705;&&5779;&>0711;&&1047;&>4459;) แปลกับพระฝ่าเซียน 5.มหาปรินิวรวาณสูตร (&>2823;&&3324;&>8037;&>7075;&&2463;) แปลเมื่อปี ค.ศ. 416-418 6.โยคาจารภูมิศาสตร์ (&>9788;&>0285;&>4072;&>2320;&&5770;) เป็นอาทิ
ในการแปลพระสูตรนี้ มีตำนานเล่าว่า ครั้งหนึ่งฮ่องเต้ทรงร้องขอให้พระพุทธภัทระอธิบายความในอวตังสกสูตรแก่พระองค์ แต่ด้วยความที่พระอาจารย์เป็นชาวต่างชาติเกรงว่าคงไม่อาจถวายอรรถาธิบายได้แจ่มแจ้ง ท่านจึงภาวนานานถึง 7 วัน กระทั่งคืนหนึ่งท่านมีสุบินนิมิตไปว่า ศีรษะของท่านเปลี่ยนจากชาวชมพูทวีปเป็นศีรษะชาวจีน รุ่งขึ้นวันถัดมาเมื่อท่านถวายวิสัชนาแก่ฮ่องเต้ ปรากฏว่าท่านสามารถพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว
เรื่องนี้เหมือนเหลือเชื่อเกินไป แต่ผมเคยอ่านข้อเขียนของ “สันตินันท์” ซึ่งเป็นนามปากกาสมัยที่ยังเป็นอุบาสกของหลวงพ่อปราโมช ปราโมชฺโช ท่านเขียนแจกแจงข้อสงสัย “เรื่องลี้ลับ” ในศาสนาไว้ได้แจ่มแจ้งมาก เพราะส่วนหนึ่งท่านมีประสบการณ์โดยตรงจากการปฏิบัติธรรม และเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ อีกส่วนหนึ่งที่ท่านเล่าได้เพราะยังมิใช่บรรพชิต ไม่ติดขัดในวินัยข้ออวดอุตริมนุสธรรม
ท่านเล่าถึงคุณวิเศษที่ได้จากการปฏิบัติของบรรดาพระอภิญญาต่างๆ อย่าง “ความรู้ความเห็นพิเศษพิสดารก็มี เช่น การที่พูดภาษาต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเรียน รู้กระทั่งภาษาสัตว์”
ได้อ่านมาถึงจุดนี้แล้วนึกไปถึงความอุตสาหะพยายามของคณาจารย์นักแปลทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ที่ใช้ความสามารถทางภาษาเปิดเผยหลักธรรมให้คนทั่วไปได้รับรู้ ทั้งยังวางระบบการแปลไว้อย่างรัดกุม ไม่ให้มีคลาดเคลื่อนจากเนื้อความเดิม
ฝ่ายเถรวาทนั้นมีหลักอยู่ว่า การแปลต้องคงเนื้อความเดิม ห้ามตัดทอนเด็ดขาด ดังนั้นเมื่ออ่านตัวบทการแปลบาลีจึงให้ความรู้สึกแปลกๆ เหมือนไม่ใช่ภาษาที่ลื่นไหลนัก นั่นเพราะได้มีการกำหนดระบบการแปลไว้แล้ว
อย่างไรก็ตาม พระภิกษุท่านหนึ่งได้กล่าวกับผมว่า การแปลความห้ามตัดทอน แต่สามารถเพิ่มเติมได้โดยจำเป็น หมายความว่าเนื้อความเดิมก็เท่าเดิม แต่อรรถาธิบายสามารถทำให้วิจิตรพิสดารได้ไม่มีที่สิ้นสุด ตราบเท่าที่อยู่ในกรอบของเนื้อความเดิม ข้อนี้ทำให้นึกถึงตำราฎีกาเรื่อง “พุทธคุณเผด็จ” ของพระพุทธรักขิตตะ สมัยพุทธศตวรรษที่ 1 ขยายความพุทธคุณ “อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา” จนมีความยาวหลายร้อยหน้า หลายหมื่นหลายแสนตัวอักษร แต่ความก็ครอบคลุมอยู่ใน อรหํ นั่นเอง
พระพุทธรักขิตตะนับว่าเก่งกล้าสามารถแล้วในคันถธุระ รุ่นต่อมาอย่างพระพุทธโฆสะราวกับบุคคลเหนือมนุษย์ เพราะสามารถแปลภาษาสิงหลกลับเป็นบาลี กลายเป็นคัมภีร์อรรถกถา อธิบายพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรมหลายพันหน้าเพียงลำพัง
เมื่อพิจารณาจากความสามารถที่ดูเหมือนจะเหนือมนุษย์ในด้านการแปล บวกกับการยืนยันของ “สันตินันท์” ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วมิใช่ความเพียรพยายามอย่างเดียวกระมัง คงต้องอาศัยอภิญญาหรือคุณวิเศษจากการปฏิบัติธรรมด้วย
ที่ต้องพูดว่าเหนือมนุษย์เพราะผมเองก็ทำงานแปลด้วย จึงพอจะทราบว่างานประเภทใดยากและไม่ยาก







