
รายได้รัฐปีงบ 61 อาการหนัก ภาษีทรุด-มือถือทีวีเบี้ยวจ่าย
การเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าสามารถจะเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
การเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าสามารถจะเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่การเก็บรายได้ที่เกินเป้าหมายมาจากรายได้พิเศษจากการเก็บค่าสัมปทานทีวีดิจิทัลและคลื่นโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการนำส่งเงินของรัฐวิสาหกิจที่ได้เกินกว่าเป้าหมายจำนวนมาก
ในส่วนของการเก็บภาษีที่มีสัดส่วนสูง 80-90% ของการเก็บรายได้ทั้งหมด แต่ปรากฏว่าการเก็บภาษีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่เต็มที่จากการค้าและเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน
เมื่อย้อนไปดูการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2558 เก็บได้ 2.2 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.17 แสนล้านบาท เนื่องจากการเก็บภาษีโดยกรมสรรพากรภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 2.35 แสนล้านบาท กรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 6,912 ล้านบาท ขณะที่การนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจเกินเป้าหมาย 4.12 หมื่นล้านบาท การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตเกินเป้าหมาย 1.76 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การเก็บรายได้จากหน่วยงานอื่นเกินเป้าหมาย 2.73 หมื่นล้านบาท ผลจากกองทุนหมุนเวียนนำส่งเงินสภาพคล่องส่วนเกินคืนเป็นรายได้แผ่นดินจำนวน 1.71 หมื่นล้านบาท และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นำส่งรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลงวดที่ 2 เป็นรายได้แผ่นดิน 7,854 ล้านบาท
ต่อมาปีงบประมาณ 2559 เก็บรายได้ 2.39 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 6.35 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 และ 1800 MHz (4จี) จำนวน 5.62 หมื่นล้านบาท และการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจเกินเป้าหมาย 1.37 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การเก็บภาษีมีกรมสรรพสามิตเก็บได้เกินเป้าหมาย 2.13 หมื่นล้านบาท แต่กรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 1.37 แสนล้านบาท และกรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย 8,959 ล้านบาท
สำหรับการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2560 เก็บได้ 2.35 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเพียง 7,590 ล้านบาท มาจากการเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจสูงกว่าเป้าหมายถึง 3.12 หมื่นล้านบาท การเก็บรายได้จากหน่วยงานอื่น สูงกว่าเป้าหมาย 3.74 หมื่นล้านบาท แต่ต่ำกว่าปีก่อนหน้าถึง 44% เนื่องจากไม่มีรายได้ เนื่องจากในปีก่อนมีรายได้พิเศษ การนำส่งรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม (3จี และ 4จี)
โดยการเก็บภาษีของกรมสรรพากรก็ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 7.41 หมื่นล้านบาท กรมศุลกากรต่ำกว่าเป้าหมาย 1.57 หมื่นล้านบาท แต่การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตก็ยังเกินกว่าเป้าหมาย 1.24 หมื่นล้านบาท
สถิติการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2558-2560 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเก็บรายได้ของรัฐบาลที่เกินกว่าเป้าหมาย มาจากรายได้พิเศษจากการเก็บค่าสัมปทานทีวีดิจิทัลและคลื่นโทรศัพท์มือถือ และการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่จะเก็บเกินกว่าเป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลมีการขอให้รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้มากขึ้น เพื่ออุดช่องโหว่ของรายได้พิเศษที่ลดลง
ที่สำคัญเป็นการอุดช่องโหว่ของการเก็บภาษีที่ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมาก โดยเฉพาะการเก็บภาษีของกรมสรรพากรและกรมศุลกากร มีเพียงการเก็บภาษีกรมสรรพสามิตเท่านั้นที่ทำได้เกินเป้าหมาย
จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้กระทรวงการคลังเป็นห่วงการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2561 ค่อนข้างมาก เพราะผ่านมาครึ่งแรกปีงบประมาณ 2561 การเก็บภาษีก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้ง 3 กรมภาษี โดยกรมสรรพากรต่ำกว่าเป้าหมาย 2,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 3,000 ล้านบาท และกรมศุลกากร 1,000 ล้านบาท จะเห็นว่าการเก็บภาษีปีนี้น่าเป็นห่วงกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตยังเกินเป้าหมายจำนวนมาก แต่ปีนี้ผ่านมาได้ครึ่งทางยังต่ำกว่าเป้าหมาย และในช่วงเวลาที่เหลือคาดว่าทำได้อย่างดีก็เท่ากับเป้าหมายที่ตั้งไว้เท่านั้น คือ 6 แสนล้านบาท
ในส่วนของกรมสรรพากรที่เป้าหมายการเก็บภาษีอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท และกรมศุลกากรเป้าหมายการเก็บภาษีอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน แม้ว่าการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายจะน้อยลงกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม
สำหรับการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2561 มีจำนวน 6.81 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 1.01 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้ถือเป็นงานหนักของรัฐวิสาหกิจที่จะขอให้ถูกส่งรายได้เพิ่ม รวมถึงขอเงินที่กันไว้ลงทุนแต่ยังลงทุนไม่ได้ให้นำส่งมาเป็นรายได้ของแผ่นดินก่อน เพื่อทำให้รายได้ของรัฐบาลภาพรวมไม่ต่ำกว่าเป้าหมาย
สาเหตุที่กระทรวงการคลังกังวลอย่างมากอีกประเด็นหนึ่ง คือ การเก็บรายได้พิเศษของการจ่ายเงินประมูลทีวีดิจิทัลที่ไม่สามารถจ่ายได้ เนื่องจากมีผลการดำเนินงานขาดทุนจำนวนมากเกือบทุกช่องจะกระทบกับการเก็บรายได้ปีนี้
ขณะที่โทรศัพท์มือถือทั้งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (ทรูมูฟ) ก็จะขอขยายเวลาการจ่ายเงินค่าสัมปทานออกไปจะกระทบกับการเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2563 ที่ต้องจ่าย 6 หมื่นล้านบาท แต่จะขอยืดออกไปยังไม่ต้องจ่าย
ที่ผ่านมา ทั้งค่ายมือถือและทีวีดิจิทัลขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจออกประกาศผ่อนผันการชำระค่าสัมปทาน แต่ คสช.ยังไม่กล้าตัดสินใจ เพราะมีนักวิชาการออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการที่ คสช.จะใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงการจ่ายเงินค่าสัมปทานให้รัฐบาล เพราะว่าการประมูลทีวีดิจิทัลและคลื่นโทรศัพท์มือถือ เป็นการเสนอจ่ายเงินให้รัฐบาลในจำนวนสูงมากเพื่อให้ชนะคู่แข่ง ทำให้คู่แข่งแพ้และตกไป แต่พอประมูลได้และมาขอเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายถือว่าเป็นการเอาเปรียบคู่แข่ง
กระทรวงการคลัง มองว่า หาก คสช.ยอมทำตามข้อเรียกร้อง จะทำให้ต่อไประบบการประมูลของรัฐบาลพัง ไม่มีความน่าเชื่อถือ และกระทบกับรายได้ของรัฐบาล คาดว่า คสช.จะถอยไม่เข้ามาช่วยเหลือ ยังไม่รวมกับปัญหาการที่ทีวีดิจิทัลฟ้องศาลปกครองชั้นต้นแล้วชนะ กสทช. ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสัมปทานทีวีดิจิทัลที่ประมูลไป เพราะ กสทช.ทำไม่ได้ตามสัญญา หากชนะในศาลปกครองสูงสุด จะกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างมาก เพราะเชื่อว่าจะมีทีวีดิจิทัลอีกจำนวนมากฟ้องศาลปกครองเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินค่าสัมปทาน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้เร่งแก้ไข โดยการเร่งให้ กสทช.ประมูลคลื่นโทรศัพท์ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานปีนี้ คาดว่าบริษัท ดีแทค จะสู้ประมูลเพื่อรักษาคลื่นไว้ให้ได้ จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น คาดว่าการประมูลคลื่นจะมีมูลค่าถึง 6 หมื่นล้านบาท เท่ากับการประมูลคลื่นก่อนหน้า แต่ก็ยังติดปัญหาการประมูลล่าช้า
นอกจากนี้ ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี คาดว่ายังไม่สามารถทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้แบบก้าวกระโดด เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 กรมภาษีก็ได้พยายามปฏิรูปการเก็บภาษีให้ได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเก็บภาษีก็ยังต่ำกว่าเป้าหมาย
ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง หลังจาก สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ลาออกจากการเป็นข้าราชการ ทำให้กระทรวงการคลังต้องมีการขยับใหญ่ รวมไปถึงอธิบดีกรมภาษีบางกรมต้องขยับปรับเปลี่ยน ทำให้การเก็บภาษีเกิดการสะดุดไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้การเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2561 มีความเสี่ยงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มากขึ้น







