
อย่าทอดทิ้ง
เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยจะได้ฉลองปีใหม่ไทยในวันที่ 13 เม.ย.
เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยจะได้ฉลองปีใหม่ไทยในวันที่ 13 เม.ย. ซึ่งตรงกับวันผู้สูงอายุ และวันครอบครัวในวันที่ 14 เม.ย. เป็นช่วงจังหวะที่บุตรหลานจะได้พักผ่อนกลับไปอยู่บ้านกับครอบครัวกันพร้อมหน้า ช่วยส่งเสริมสายใยแห่งความรัก ความห่วงใยยังพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ตามประเพณีวัฒนธรรมของสังคมไทยที่มีมาช้านาน
ครอบครัวไทยในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่เคยเป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายายเป็นเสาหลักร่มโพธิ์ร่มไทรของสมาชิก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ชนบทขยายเป็นเมือง ทัศนคติและค่านิยมสมัยใหม่ ทำให้ลูกหลานต้องผละออกจากบ้านไปหางานทำเงินในเมือง ถือโอกาสสร้างครอบครัวใหม่ จำนวนไม่น้อยแยกไปปลีกวิเวกคนเดียว ซื้อคอนโดมิเนียมอยู่เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้สมาชิกครอบครัวที่เคยอยู่กันอย่างแน่นแฟ้นแบ่งปันสุขทุกข์กันต้องหายไป สถาบันครอบครัวที่เคยเข้มแข็งถูกท้าทาย ความสัมพันธ์ของสมาชิกมีระยะห่างกันมากขึ้นจนไม่เหลือความเป็นครอบครัว
อัตราการเกิดที่ลดลงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ขนาดของครอบครัวลดลงเช่นกัน ผู้สูงอายุ ปู่ย่าตายาย กระทั่งพ่อแม่ของหลายคนที่ผันตัวเป็นผู้สูงวัย นับวันถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังมากขึ้น โดยเฉพาะครอบครัวในชนบท ผลที่ตามมาผู้เฒ่าผู้แก่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเองในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองผลสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบสิ่งที่น่าห่วงว่า หนึ่งในสามของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน โดยในปี 2558 มีผู้มีรายได้ต่ำกว่า 2,647 บาท/เดือน หรือ 34.3% เมื่อเทียบกับปี 2554 อยู่ที่ 33.8% และปี 2545 อยู่ที่ 46.5%
ประเด็นสำคัญ คือ แหล่งรายได้สำคัญของพ่อแม่ที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งเคยได้รับจากบุตร ปัจจุบันลดลงอย่างมากจาก 52% ในปี 2550 เหลือ 37% ในปี 2557 คาดว่าในปี 2561 นี้น่าจะลดลงจากเดิมอีก ขณะที่ผู้สูงอายุที่เคยเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของครอบครัวต้องพบกับปัญหาสุขภาพรุมเร้าจากโรคที่พบประจำ เช่น โรคความดันเลือดสูง เบาหวาน ข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับหัวใจ
ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐต้องรีบดูแล เพราะปัจจุบันไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คาดการณ์ว่า ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนสูงถึง 20% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ก็จะขยับเข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 28%
รัฐบาลมิอาจเพิกเฉยต่อปัญหาผู้สูงอายุได้ จำเป็นต้องสร้างกลไกให้ผู้สูงอายุไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว และมีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูตนเอง เช่น หาวิธีการยกย่องคุณค่าของผู้สูงอายุ โดยอาจให้ท้องถิ่นจัดกิจกรรมเชิดชู เฝ้าระวังดูแล มีระบบอาสาสมัครเยี่ยมบ้าน พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดโรคซึมเศร้าตามมา
นอกจากนี้ ต้องปรับปรุงระบบเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น สร้างระบบให้คนไทยมีบำเหน็จบำนาญหลังพ้นวัยทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมแก่ผู้ที่ไม่มีสวัสดิการอื่นรองรับ เพราะเชื่อแน่ว่าในอนาคต สังคมที่แข่งขันกันรุนแรงบวกกับค่านิยมสมัยใหม่ จะส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุหนักหน่วงที่จะถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครมาเหลียวแล ปล่อยให้เป็นปัญหาที่ชอกช้ำของสังคมไทย







