posttoday
วิกฤตเฟซบุ๊ก

วิกฤตเฟซบุ๊ก

06 เมษายน 2561

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาข่าวใหญ่ที่คนทั่วโลกจับตามองคงหนีไม่พ้นปัญหาของเฟซบุ๊ก

โดย อิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท กันตาร์เวิร์ลดพาแนล 

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาข่าวใหญ่ที่คนทั่วโลกจับตามองคงหนีไม่พ้นปัญหาของเฟซบุ๊ก กล่าวได้ว่ามรสุมที่เฟซบุ๊กเผชิญอยู่ตอนนี้นับเป็นวิกฤตศรัทธาที่ใหญ่ที่สุดหลังวิกฤตช่วงเลือกตั้งของสหรัฐในปี 2016 จนในที่สุดวันพุธที่ผ่านมา มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ต้องออกมาขอโทษผ่านสื่อใหญ่ของประเทศอเมริกา คำถามคือ มันเกิดอะไรกับเฟซบุ๊กกันแน่? เฟซบุ๊กมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? หลายท่านอาจคิดว่าอ้อ รู้แล้ว เป็นปัญหาเกี่ยวกับ เคมบริดจ์ อนาลิติกา ซึ่งถูกครับ แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะปัญหาที่เฟซบุ๊กเผชิญอยู่มันมากกว่านั้น

หากจะเข้าใจสิ่งที่เฟซบุ๊กกำลังเผชิญอยู่ทั้งหมด คงต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่เรื่องแรกๆ ที่สังคมตั้งคำถามต่อบริษัทนี้ ซึ่งคือคำถามที่ว่าการเกิดขึ้นของโซเชียล แพลตฟอร์ม ดีต่อเรา ดีต่อสังคมจริงๆ หรือไม่ ในมุมหนึ่งการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มรูปแบบนี้ ทำให้สมาชิกทั่วไปใช้เวลาอยู่กับแพลต ฟอร์มตรงนี้นานมาก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบหลายๆ อย่างต่อสังคม โดยผลกระทบตรงนี้ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าดีหรือไม่ดี แต่ที่แน่ๆ ความกังวลของสังคมได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการที่เฟซบุ๊กปรับฟีด เพื่อให้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนและครอบครัวของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ก็มาจากความพยายามที่จะแก้ปัญหาตรงประเด็นนี้นั่นเอง

อีกปัญหาหนึ่งที่ตามหลังมาไม่นานคือ คำถามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งในยุคของทรัมป์ที่มีการสร้างข่าว สร้างเนื้อหาที่บิดเบือนความเป็นจริง เกิดข่าวปลอมขึ้นมากมายจนคำว่า “เฟกนิวส์” เป็นคำพูดติดหูที่ทุกคนแทบจะได้ยินในทุกๆ วัน นอกเหนือจากความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนเฟซบุ๊กแล้วนั้น การแพร่กระจายของข่าวแนวนี้ที่ทำได้อย่างรวดเร็วมากๆ เนื่องจากเป็นโซเชียล แพลตฟอร์ม ยิ่งสร้างความหวาดหวั่นให้กับสังคมมากขึ้นแน่นอนครับ มรสุมล่าสุดคือคำถามจากสังคมที่ว่า เหตุใดเฟซบุ๊กจึงปล่อยให้ข้อมูลของผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านราย หลุดรอดไปสู่มือของบริษัท ที่ชื่อว่า เคมบริดจ์ อนาลิติกา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าข้อมูลตรงนี้สำคัญอย่างไร อย่าลืมนะครับว่าเฟซบุ๊กแทบจะเป็นช่องทางเดียวที่เรายินยอมเปิดเผยข้อมูลเรื่องส่วนตัว รูปภาพ เพื่อนฝูง ครอบครัว สิ่งที่เราชอบ ไม่ชอบ ทั้งหมดออกไป ทั้งๆ ที่ปกติแล้วข้อมูลหลายๆ อย่างตรงนี้ เราจะพยายามป้องกันไม่ให้มันหลุดรอดไปที่อื่นเลย การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถได้ข้อมูลตรงนี้ไป บริษัทๆ นั้นจะสามารถทำการวิเคราะห์และเข้าใจตัวเรามากกว่าตัวเราเองด้วยซ้ำไป

ใช่ครับและนั่นคือสิ่งที่ เคมบริดจ์ อนาลิติกา ได้ทำ บริษัทนี้ได้ดึงข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านราย ของเฟซบุ๊กและได้ทำสิ่งที่เรียกว่า “ไซโคกราฟฟิก โปรไฟลิ่ง” จนมีความเข้าใจต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้งและได้นำความเข้าใจตรงนี้มาสร้างเป็นแคมเปญโฆษณาต่อผู้ใช้งานรายนั้นๆ จุดประสงค์ก็แน่นอนครับ เพื่อให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งจนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐ

ปัจจุบัน มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการต่างๆ ที่ทางเฟซบุ๊กจะนำมาใช้เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ เช่น การบล็อกบริษัทต่างๆ ไม่ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก การจัดตั้งทีมงานออดิตเพื่อตรวจสอบว่าบริษัทต่างๆ ไม่มีการเก็บข้อมูลและให้ความร่วมมือทำตามกฎของเฟซบุ๊ก มาตรการเหล่านี้จะสามารถสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานของเฟซบุ๊กให้กลับมาอีกครั้งได้หรือไม่เราคงต้องรอดูกันต่อไป

แต่ที่แน่ๆ การที่ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ออกมายอมรับผิดอย่างลูกผู้ชายและสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตขึ้นมา นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้สังคมเห็นว่าเฟซบุ๊กจริงจังและจริงใจกับการแก้ปัญหานี้ และนั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายๆ คนยังให้ความเชื่อมั่นและมีความคาดหวังกับเฟซบุ๊กต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย