
อากาศสุดขั้ว
หากได้ติดตามข่าวสภาพอากาศทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ก็คงคุ้นเคยกันดีถึงข่าวที่รายงานว่า พื้นที่ต่างๆในหลายประเทศ
โดย ธเนศน์ นุ่นมัน ภาพ AFP
หากได้ติดตามข่าวสภาพอากาศทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ก็คงคุ้นเคยกันดีถึงข่าวที่รายงานว่า พื้นที่ต่างๆในหลายประเทศ เกิดภัยหนาวอย่างรุนแรง ขณะที่อีกซีกโลกกลับมีรายงานว่า ร้อนแห้งแล้ง อุณหภูมิสูงจนน่าสะพรึง
แม้นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องสภาพอากาศยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจน ว่าสิ่งที่เห็นเป็นข่าวนั้น เกิดจากสาเหตุใดกันแน่ ยังชี้ชัดไม่ได้ถึงความเชื่อมโยงว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ให้น้ำหนักในทำนองว่า คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าอากาศที่แปรปรวนอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และเมื่อบ้านเราย่างเข้าสู่หน้าร้อนเต็มตัว ความเปลี่ยนแปลงที่ว่ามาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นจนทุกคนสัมผัสได้
กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศว่าหน้าร้อนปีนี้มีอุณหภูมิสูงสุดอาจจะสูงถึง 40-42 องศาเซลเซียส แม้จะต่ำกว่าสถิติปี 2558 ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงทะลุ 44 องศาเซลเซียส แต่หากวัดโดยความรู้สึก ความแตกต่างนั้นก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรนัก เราต่างรู้สึกได้ อากาศข้างนอกบ้านหรือในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือร่มเงาต้นไม้นั้นร้อนจนเกินทน
สภาพอากาศที่แกว่งตัวสูงที่เราต้องเผชิญกันบ่อยขึ้นนั้น ส่งผลให้อุณหภูมิร้อนและหนาวแตกต่างกันมาก ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า ผู้คนในบังกลาเทศต้องเผชิญอากาศหนาวสุดในรอบ 70 ปี ขณะที่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย อากาศกลับร้อนจัดแตะ 47.3 องศาเซลเซียส
รายงานข่าวระบุด้วยว่า ทางตอนเหนือของบังกลาเทศเผชิญภาวะหนาวที่สุดในรอบ 70 ปี อุณหภูมิลดลงเหลือเพียง 2.6 องศาเซลเซียส ขณะที่นครซิดนีย์ทางตะวันออกของออสเตรเลีย อากาศร้อนจัดที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี อุณหภูมิในเขตเพนริธพุ่งขึ้นไปแตะ 47.3 องศาเซลเซียส ร้อนจนทำให้ถนนลาดยางบางสายถึงกับละลายและเกิดรถติดยาว และเกิดไฟป่าขึ้นในหลายจุด
ขณะที่ในเวลาห่างกันไม่นานนัก หลายพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเกิดพายุฤดูหนาวครั้งรุนแรง อุณหภูมิบริเวณยอดเขาวอชิงตัน ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ลดลงแตะติดลบ 38 องศาเซลเซียส และในบางช่วงของวันลงไปถึงลบ 73.3 องศาเซลเซียส จนกลายเป็นพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นสุดเป็นอันดับ 2 ของโลกชายหาดกลายเป็นลานสเกตน้ำแข็ง
แอคคิวเวทเธอร์ บริษัทพยากรณ์สภาพอากาศ ระบุว่าพายุหิมะรุนแรงเป็นผลจาก “บอมโบเจเนซิส”(Bombogenesis) หรือ “ระเบิดสภาพอากาศ” (Bomb Cyclone) ซึ่งหมายถึงพายุไซโคลนความกดอากาศต่ำที่ปกติแล้วจะเกิดขึ้นตลอดแนวชายฝั่งด้านตะวันออกทุกช่วงฤดูหนาว เพียงแต่ครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกปี
ขณะที่ย้อนไปเมื่อ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวเกิดสภาพอากาศหนาวจัดสุดขั้วบนเขาต้าชิงอานหลิ่งมณฑลเหยหลงเจียง ซึ่งถือเป็นเมืองที่อากาศหนาวเย็นที่สุดในประเทศจีน ความหนาวเย็นของอุณหภูมิลดต่ำถึงลบ 47 องศาเซลเซียส
ต่อมา ในวันที่ 25 ม.ค. มีรายงานเช่นกันว่าคาซัคสถานต้องเผชิญกับอากาศที่เลวร้ายเช่นกันอุณภูมิลดต่ำถึงลบ 56 องศาเซลเซียส จนพบสัตว์น้อยใหญ่ทนความหนาวไม่ไหวแข็งยืนแข็งตายกลางหิมะจำนวนมาก มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่ามีกระต่ายแข็งตายติดอยู่กับรั้วขณะที่กำลังเอาตัวรอดจากสภาพอากาศ และอีกคลิปเป็นภาพสุนัขยืนแข็งตายกลางหิมะที่สูงท่วมตัว
ไม่ว่าสาเหตุอากาศสุดขั้วจะเกิดจากอะไร แต่ผลลัพธ์ที่เห็นเป็นข่าวและกำลังเผชิญอยู่ด้วยตัวเราเองกำลังตอกย้ำว่าสภาพอากาศในโลกที่เราคุ้นเคย กำลังถดถอยไปในทางที่เลวร้ายลงทุกที







