posttoday
สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ สระศักดิ์สิทธิ์เมืองสุพรรณ

สระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ สระศักดิ์สิทธิ์เมืองสุพรรณ

11 มีนาคม 2561

ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องใช้น้ำจากสระทั้งสี่ที่อยู่ใน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

โดย ส.สต

ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกต้องใช้น้ำจากสระทั้งสี่ที่อยู่ใน อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เพราะเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีมาแต่โบราณกาล ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงสันนิษฐานที่มาของความศักดิ์สิทธิ์ของสระทั้งสี่นี้ว่า คงจะมีตัวครูบาที่สำคัญเป็นที่นับถือทั่วไป มาขุดสระและมาผูกเวทมนตร์ไว้อย่างหนึ่งอย่างใด

สระศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเขต ต.สระแก้ว อ.เมือง ริมถนนสายดอนเจดีย์-สุพรรณบุรี ห่างจากตัวเมือง 14 กิโลเมตร  สระทั้งสี่ ชื่อว่า สระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกษ

ข้อมูลของสำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่าวว่า สระทั้งสี่เป็นโบราณสถานของขอมที่มิได้สร้างเป็นปรางค์ แต่สร้างเป็นสระน้ำ เดิมขึ้นกับ ต.ท่าว้า อ.ท่าพี่เลี้ยง ต่อมาราชการเปลี่ยนชื่อเป็น ต.สระแก้ว เปลี่ยนชื่ออำเภอเป็น อ.เมือง หมู่บ้านเปลี่ยนเป็นท่าเสด็จ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสสระน้ำทั้งสี่นี้เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2451

ปัจจุบันสระแก้ว มีขนาดความกว้าง 73 เมตร ยาว 115 เมตร สระคา กว้าง 50 เมตร ยาว 72 เมตร สระยมนา กว้าง 47 เมตร ยาว 72 เมตร สระเกษ กว้าง 19 เมตร ยาว 60 เมตร

 น้ำศักดิ์สิทธิ์จากสระทั้งสี่ได้ใช้ทำน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ถึงสมัยรัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช 2453

 ข้อมูลจากสำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ เผยแพร่ พ.ศ. 2548 กล่าวว่า ริมสระทั้งสี่เดิมมีเจดีย์สร้างไว้ประจำสระละองค์ แต่เจดีย์เหล่านี้ถูกลักขุดจนพรุนไปหมดทุกองค์และเรียกกันว่า “ศาลเจ้าพ่อ” ศาลนี้เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองสุพรรณบุรีมาก ชาวบ้านมีความเชื่อสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า ถ้าใครไปจับปลาในสระนี้แล้วจะได้รับภยันตรายต่างๆ แม้แต่น้ำในสระก็ไม่มีใครกล้ารับประทาน ถ้ากระหายจริงๆ จะต้องไปกราบไหว้ขออนุญาตจากเจ้าพ่อเสียก่อน มีเรื่องเล่ากันมาว่า ครั้งหนึ่งฝนตกหนักน้ำท่วมสระทั้งสี่นี้เต็มไปหมด แล้วไหลล้นออกไปตามป่าและผ่านไปในทุ่งนาของชาวบ้าน ปูและปลาต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในสระก็แหวกว่ายตามกระแสน้ำเรื่อยไป ชาวบ้านพบเห็นเข้าก็จับไปรับประทาน ผู้ที่รับประทานปลาของเจ้าพ่อเข้าไป เกิดเป็นโรคคุดทะราดและโรคหูหนาตาเล่อกันทุกคน ตั้งแต่นั้นมาชาวเมืองสุพรรณบุรีจึงไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปจับปูปลาในสระรับประทานกันอีกเลย สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในสระทั้งสี่นี้จึงได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้อยู่เย็นเป็นสุขกันเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

การรักษาสระน้ำทั้งสี่นี้ ได้มีพนักงานคอยดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว พนักงานที่รักษาสระนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน และมีเลกสำหรับทำความสะอาดตามสมควร โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงานรักษาสระนั้นได้รับราชการสืบเนื่องกันเรื่อยมาจนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ยุบเลิกไป

เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสสระทั้งสี่นี้ ในพุทธศักราช 2451 ได้ทรงเล่าไว้ในพระราชหัตถเลขา ซึ่งทรงมีถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร ถึงความเป็นมา หรือตำนาน และสภาพของสระทั่วไปในสมัยนั้น ตลอดถึงอุปนิสัยใจคอของชาวสุพรรณไว้ด้วย เช่น ที่สระนั้นมีสัณฐานต่างๆ อยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ ตรงทางที่ขึ้นไปถึงสระคาก่อน สระยมนาอยู่ข้างเหนือ สระแก้วอยู่ตะวันตกเกือบจะตรงกับสระคา สระเกษอยู่ข้างใต้แนวเดียวกับสระแก้ว และเห็นปรากฏว่าเป็นสระที่ขุด มีเจดีย์ซึ่งว่ามีพระรูปหนึ่งไล่เลียงเอาชื่อไม่ได้ ไปต่อเสริมฐานของเก่า ที่สระคาแห่งหนึ่ง สระยมนาแห่งหนึ่ง ที่สระแก้วเป็นศาลเจ้าที่ซึ่งสำหรับบวงสรวงก่อนตักน้ำสรง

 แต่ที่สระเกษนั้นมีคันดินสูงยาวไปมาก ที่บนนั้นมีฐานรากก่อพ้นดินสูงจะเป็นเจดีย์ฤๅมณฑป ซึ่งถูกแก้แต่ไม่สำเร็จ สงสัยว่าที่เหล่านี้น่าจะเป็นเทวสถานมิใช่วัด

 สระที่ขุดไว้เหล่านี้เป็นสระสำหรับพราหมณ์ลงชุบน้ำ ให้ผ้าเปียกเสียก่อนที่จะเข้าไปนมัสการตามลัทธิศาสนาพราหมณ์ จึงจะได้เป็นสระที่ศักดิ์สิทธิ์

 คันดินที่กล่าวนี้ว่ามีความยาวไปมาก น่าจะเป็นถนนถึงเมืองเก่า ที่นี่น่าจะเป็นเทวสถานฤๅวัดพราหมณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งมาแต่สุพรรณเก่า จึงได้ใช้น้ำนี้เป็นน้ำอภิเษกสืบมาแต่โบราณก่อนพระพุทธศาสนามาประดิษฐานในประเทศแถบนี้

มีเรื่องที่เกี่ยวถึงหลายเรื่อง เช่น พระเจ้าประทุมสุริวงษ์ เป็นเจ้าที่เกิดในดอกบัวฤๅมาแต่ประเทศอินเดีย อันเป็นเจ้าแผ่นดินที่ 1 ฤๅที่ 2 ในวงศ์พระอินทร์ที่ครองกรุงอินทปัตถ์พระนครหลวงเจ้าของพระนครวัด ก่อนพุทธศาสนากาล จะราชาภิเษกต้องให้มาตักน้ำ 4 สระนี้ไป และในการพระราชพิธีอภิเษกต่างๆ ต้องใช้น้ำ 4 สระนี้

พระเจ้าสินธพอมรินทร พระยาแกรก ราชาภิเษกกรุงละโว้ ประมาณ 1,400 ปี ก็ว่าใช้น้ำสี่สระนี้ราชาภิเษก พระเจ้าอรุณมหาราช กรุงสุโขทัยจะทำการราชาภิเษกก็ต้องลงมาตีเมืองเหล่านี้ให้อยู่ในอำนาจแล้วจึงตักน้ำไปราชาภิเษก

จึงเป็นธรรมเนียมเจ้าแผ่นดินสยามทุกพระองค์สรงมุรธาภิเษกแรกเสวยราชย์ และตลอดมาด้วยน้ำ 4 สระนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ