
บลจ.อเบอร์ดีนแจกเงินปันผล2กองทุน
บลจ.อเบอร์ดีน แจกเงินปันผลกองทุนหุ้นและกองทุนผสม หลังดัชนีหุ้นพุ่งเลือกหุ้นถูกตัว ตราสารหนี้มีคุณภาพ
บลจ.อเบอร์ดีน แจกเงินปันผลกองทุนหุ้นและกองทุนผสม หลังดัชนีหุ้นพุ่งเลือกหุ้นถูกตัว ตราสารหนี้มีคุณภาพ
รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน แจ้งว่า บลจ.อเบอร์ดีนจะจ่ายเงินปันผลกองทุนเปิด อเบอร์ดีน เฟล็กซิเบิ้ล แคปปิตอล ในอัตรา 2.09 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 19 ต.ค.2553 และ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน ไทย เอคควิตี้ ดีวิเด็น ในอัตรา 0.97 บาทต่อหน่วย ในวันที่ 28 ต.ค.2553 นี้
ปัจจุบัน กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เฟล็กซิเบิ้ล แคปปิตอล มีนโยบายการลงทุนโดยลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งหนี้และตราสารแห่งทุน ทั้งนี้ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในขณะนั้น โดยการลงทุนในตราสารแห่งทุนจะ มุ่งเน้นหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มและปัจจัยพื้นฐานดี
ส่วนกองทุนเปิด อเบอร์ดีน ไทย เอคควิตี้ ดีวิเด็น มีนโยบายในการลงทุน ระยะปานกลางและระยะยาวในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง หรือมีปัจจัยพื้นฐานดี โดยจะลงทุนในตราสารแห่งทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และสำหรับนักลงทุนสถาบันที่ลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี กหากเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เงินปันผลจะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเป็นเงินได้หากถือหน่วยลงทุนมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนและหลังจากวันที่กำหนดสิทธิผู้ถือหน่วยลงทุนที่จะได้รับเงินปันผล (XD date) หรือ หากเป็นนิติบุคคลอื่นๆ ก็จะได้รับลดหย่อนโดยให้นำเงินได้เพียงกึ่งหนึ่งมารวมคำนวณเป็นเงินได้หากถือหน่วยลงทุนมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนและหลังจากวันที่กำหนดสิทธิผู้ถือหน่วยลงทุนที่จะได้รับเงินปันผล (XD date)
นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับจากเดือนต.ค.2550 โดยมีปัจจัยหนุนนับตั้งแต่รายงานผลประกอบการของบริษัทประจำไตรมาสสองที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และความตึงเครียดทางการเมืองที่คลี่คลายลง รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำไตรมาสสองขยายตัวขึ้นจากหนึ่งปีก่อนหน้า สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในอัตรา 9.1%
ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ มุมมองต่อการลงทุนในตลาดพันธบัตรไทยปรับตัวดีขึ้นอีกครั้ง หลังจากไม่มีข่าวการออกความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่บ่งชี้ถึงการนำมาตรการควบคุมที่รุนแรงมาใช้ในตลาดพันธบัตรไทยเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เอื้ออำนวยต่อตลาดพันธบัตรไทย ซึ่งได้แก่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นเพียง 3% ในเดือนกันยายน ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่ตั้งไว้อยู่ที่ 3.3%และต่ำกว่าของเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 3.3%
"จากปัจจัยบวกทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ประกอบกับการคัดเลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพตามสไตล์อเบอร์ดีนนั้น จึงทำให้กองทุนทั้งสองสามารถสร้างผลกำไร และจ่ายเงินปันผลให้แก่นักลงทุน" นายอดิเทพ กล่าวว่า







