
รถไฟฟ้า กับไลฟ์สไตล์อนาคต
เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ***หัวคอลัมน์มีอยู่แล้ว***หากท่านผู้อ่านติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับพัฒนาการของระบบรางโดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของอนาคตที่สะดวกสบายขึ้นเมื่อระบบรถไฟฟ้าทยอยให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลมากขึ้นในช่วง 5-6 ปีข้างหน้านี้
เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ***หัวคอลัมน์มีอยู่แล้ว***
หากท่านผู้อ่านติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับพัฒนาการของระบบรางโดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของอนาคตที่สะดวกสบายขึ้นเมื่อระบบรถไฟฟ้าทยอยให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลมากขึ้นในช่วง 5-6 ปีข้างหน้านี้
นับตั้งแต่การเปิดรถไฟฟ้าสายสีม่วงในปี 2559 เราจะเริ่มเห็นการทยอยเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าในสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนต่อขยายของสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ในปลายปี 2561 ส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินที่จะเปิดในปี 2562 และปี 2563 สายสีเขียว ช่วงคูคต-ห้าแยกลาดพร้าว ที่จะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2563 สายสีเหลืองและสายสีชมพูที่จะเปิดเดินรถในปี 2564 และสายสีส้มตะวันออกในปี 2566 ขณะเดียวกันเราก็เห็นความคืบหน้าในการประมูลส่วนต่อขยายเพิ่มเติมและโครงข่ายรถไฟฟ้าชานเมืองหรือสายสีแดงที่จะเข้ามาเติมเต็มระบบรถไฟฟ้าของ รฟม.อีกแรงหนึ่ง
ลองนึกภาพที่เราไปยืนอยู่ในอนาคตช่วงตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป จะอยู่ในกรุงเทพฯ ที่มีความพร้อมด้านระบบรางที่ครอบคลุมและเชื่อมต่อกันมากขึ้น หากระบบรางที่เกิดขึ้นสามารถจูงใจให้คนมาใช้บริการได้มากในราคาที่เหมาะสม ก็น่าจะเห็นคนใช้รถส่วนตัวน้อยลงและหันมาใช้ระบบรางมากขึ้น ภาพของถนนที่แออัดจะเปลี่ยนเป็นความคึกคักตามสถานีรถไฟฟ้าแทน ตรงนี้หากทำได้ ระดับการพัฒนาของกรุงเทพฯ จะมีมาตรฐานที่ ใกล้เคียงญี่ปุ่นมากขึ้น
ทั้งนี้ ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่น สิ่งที่เห็น ก็คือคนที่นั่นใช้รถส่วนตัวกันน้อย แต่หันมาใช้ระบบรางกันเป็นหลัก นอก จากนั้นแล้วที่ญี่ปุ่นเองยังมีที่จอดรถน้อยมากด้วย เนื่องจากคนที่นั่นนอกจากจะเดินทางด้วยระบบรางแล้ว ยังนิยมแชร์การใช้รถส่วนตัวด้วย
ฉะนั้นแล้วเมื่อกรุงเทพฯ มีเส้นทางการพัฒนาที่เดินตามเมืองใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น ขณะเดียวกันคนในรุ่นนี้ก็เติบโตและคุ้นชินกับเศรษฐกิจของ การแชร์รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Uber หรือ Airbnb การแชร์รถยนต์ ในกรุงเทพฯ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นในบ้านเราเช่นกัน เมื่อคนหันมาใช้ระบบ รางมากขึ้น ความจำเป็นในการใช้รถส่วนตัวในเมืองก็ย่อมลดลงตาม เมื่อการใช้รถส่วนตัวลดลง ความจำเป็นในการใช้ที่จอดรถก็ย่อมลดลง ด้วย ผลก็คือการเติบโตของระบบรางจะส่งผลถึงโครงสร้างการใช้ประโยชน์จากที่ดินในอนาคตด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการจะมีพื้นที่ในการพัฒนาโครงการที่มียูนิตเพิ่มขึ้นได้โดยใช้เนื้อที่เท่าเดิม ทำให้การพัฒนาแต่ละโครงการมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง ส่งผลให้ราคาต่อหน่วยลดลงหรือไม่สูงขึ้นมากนัก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทิศทางของผู้บริโภคในอนาคตจะโน้มเอียงไปในทิศทางที่จะใช้รถน้อยลงและอาจมีการแชร์รถและใช้ระบบรางมากขึ้น กระนั้นก็ตามผู้ประกอบการเองก็ยังต้องประสบกับข้อจำกัดจากฟากของกฎเกณฑ์ที่ยังบังคับให้ทุกโครงการต้องมีพื้นที่จอดรถขั้นต่ำ 20-30% ของเนื้อที่อยู่ ดังนั้นการที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวสนองตอบเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นจากระบบรางย่อมทำได้ไม่ง่าย
ในอนาคตเมื่อสังคมกรุงเทพฯ และปริมณฑลเริ่มคุ้นชินกับการใช้ระบบรางเป็นหลักแทนรถยนต์ส่วนตัว สังคมจะเริ่มมีการถกเถียงถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็จะเกิดความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมาตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ดังนั้นแล้วฟากของผู้กำหนดกฎเกณฑ์จึงจำเป็นต้องปรับตัวโดยการผ่อนคลายและปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถขยับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมคนหลังจากระบบรางในกรุงเทพฯ มีการเปิดใช้งานอย่างเต็มที่







