
ห้างเวียดนามทยอยปิดหลังออนไลน์โต
ห้างสรรพสินค้าปาร์กสันสาขาเฟลมมิงตันในนครโฮจิมินห์ประกาศปิดกิจการ หลังโดนพิษอี-คอมเมิร์ซที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเล่นงาน
ห้างสรรพสินค้าปาร์กสันสาขาเฟลมมิงตันในนครโฮจิมินห์ประกาศปิดกิจการ หลังโดนพิษอี-คอมเมิร์ซที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเล่นงาน
หนังสือพิมพ์ต๋วย แช่ (Tuoi Tre) รายงานว่า บริษัท ถุย เซือง (Thuy Duong) ผู้จัดการเครือข่ายห้างสรรพสินค้าปาร์กสันของกลุ่มบริษัท ปาร์กสัน โฮลดิ้ง สัญชาติ มาเลเซีย ได้ประกาศปิดกิจการห้างสรรพสินค้าปาร์กสัน สาขาเฟลมมิงตัน ที่ตั้งอยู่เขต 11 ในนครโฮจิมินห์ไปเมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. 2561 หลังจากเปิดกิจการมาได้ 8 ปี นับเป็นสาขาที่ 4 ที่ปิดตัวลงในประเทศเวียดนาม ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียง 4 สาขาในโฮจิมินห์ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของอี-คอมเมิร์ซ
ทั้งนี้ บริษัท ปาร์กสัน ได้โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ของตัวเอง ระบุว่า การปิดกิจการห้างสรรพสินค้าปาร์กสัน สาขาเฟลมมิงตัน จะไม่กระทบธุรกิจห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ปาร์กสันในเวียดนาม โดยสาขาอื่นๆ จะยังเปิดให้บริการปกติ ส่วนสิทธิพิเศษรวมถึงผลประโยชน์สำหรับผู้ถือบัตรสมาชิกปาร์กสันจะยังคงใช้สิทธิตามบัตรได้ในร้านปาร์กสันทั้งหมด ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ จากรายงานของบริษัท ปาร์กสัน รีเทล เอเชีย บริษัทแม่ของเครือข่ายห้างสรรพสินค้าปาร์กสันในเวียดนาม ประกาศว่า ในปี 2560 กิจการห้างสรรพสินค้าปาร์กสัน ในเวียดนามขาดทุนกว่า 60 พันล้านด่อง (ประมาณ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ปัจจุบันแม้ว่าตลาดค้าปลีกของเวียดนามจะได้รับการยอมรับว่า เป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กิจการของบริษัท ปาร์กสัน ก็ไม่สามารถแข่งขันกับผู้ค้ารายอื่นในประเทศได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าปลีกภายในประเทศเวียดนามวิเคราะห์ถึงสาเหตุสำคัญ ได้แก่ 1.การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นของนักลงทุนรายอื่น เช่น วินคอม อิออน มอลล์ และทาคาชิมายา 2.การปรับตัวไม่ทันต่อกระแสผู้ใช้บริการรุ่นใหม่ เช่น การขายสินค้าที่มีราคาแพงเกินไป ไม่มีศูนย์อาหารและบริเวณให้เด็กเล่น 3.การโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้า รวมถึงนโยบายทางการตลาดที่ไร้ประสิทธิภาพ และ 4.มีแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมาก
อย่างไรก็ดี บริษัท เอ.ที. เคียร์เน่ (ประเทศไทย) ผู้วิเคราะห์สภาพการตลาดชื่อดังของโลกชี้ว่า ในปี 2561 ตลาดการค้าปลีกเวียดนามยังคงมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะในนครโฮจิมินห์ ซึ่งมีอัตราพื้นที่ค้าปลีกต่อจำนวนประชากรอยู่เพียง 0.12 ตารางเมตร/คน ต่ำกว่ากรุงเทพฯ กรุงกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ และยังเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดลำดับที่ 6 ของโลก







