
ให้ร่างกายเป็นรหัส
ชัชวาล สังคีตตระการผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเมื่อตอนที่แล้ว ผมเล่าถึงความวุ่นวายชวนปวดหัวของการใช้รหัสผ่าน ที่เราใช้ยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบ แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา ที่น่าจะทำให้เกิดความปลอดภัย กลับทำให้ความเข้มแข็งของรูปแบบของรหัสผ่านอ่อนแอลงและง่ายต่อการคาดเดา ด้วยเหตุนี้เราเริ่มเห็นการนำ "ข้อมูลทางชีวภาพ Biometrics" มาใช้ยืนยันตัวบุคคลเพื่อเข้าสู่ระบบแทนการใช้รหัสผ่านในรูปแบบเดิม
ชัชวาล สังคีตตระการผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
เมื่อตอนที่แล้ว ผมเล่าถึงความวุ่นวายชวนปวดหัวของการใช้รหัสผ่าน ที่เราใช้ยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบ แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา ที่น่าจะทำให้เกิดความปลอดภัย กลับทำให้ความเข้มแข็งของรูปแบบของรหัสผ่านอ่อนแอลงและง่ายต่อการคาดเดา ด้วยเหตุนี้เราเริ่มเห็นการนำ "ข้อมูลทางชีวภาพ Biometrics" มาใช้ยืนยันตัวบุคคลเพื่อเข้าสู่ระบบแทนการใช้รหัสผ่านในรูปแบบเดิม
ข้อมูลทางชีวภาพ (Biometrics) ก็คือเอกลักษณ์ส่วนตัวที่เราทุกคนมี แต่จะมีในลักษณะที่ต่างกัน เป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาประยุกต์ใช้นั่นเองครับ อันที่จริงเราใช้ข้อมูล Biometrics กันมานานแล้ว แต่เพิ่งนำมาใช้กับการยืนยัน ตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง ก็เพราะอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัวเราเพิ่งมีความสามารถนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัจจุบัน
Biometrics แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ประเภทแรก คือ "ลักษณะทางกายภาพ (Physiological Biometrics)" เช่น ลายนิ้วมือ (Fingerprint) ลักษณะใบหน้า (Face Recognition) มือ (Hand Geometry) นิ้วมือ (Finger Geometry) ใบหู (Ear Shape) ม่านตา (Iris/Retina) รวมไปถึงกลิ่น (Human Scent) ส่วนอีกประเภทคือ "ลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioral Biometrics)" เช่น ลักษณะของการพิมพ์ (Keystoke) เสียง (Voice Recognition) การเซ็นชื่อ (Signature)
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นลักษณะเฉพาะส่วนตัวที่เรามี แต่จะแตกต่างกันออกไป ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะลักษณะทางกายภาพ เมื่อเป็นข้อมูลเฉพาะที่ไม่เหมือนกันเช่นนี้ ทำให้ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือ มันเป็นข้อมูลที่อยู่ติดตัวเราตลอดเวลา และแน่นอนว่าตัดปัญหาเรื่องลืมรหัสผ่านไปได้เลย
ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ระดับกลางๆ ขึ้นไป รวมถึงคอมพิวเตอร์พกพาหลายรุ่นเริ่มเพิ่มความสามารถนี้เข้าไปในอุปกรณ์ ทำให้การใช้ข้อมูล Biometrics เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้ง่าย จึงเกิดการใช้งาน อย่างแพร่หลาย การตรวจสอบความถูกต้องก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ หลายค่ายอาจมีการนำเทคโนโลยีหรือเทคนิคทางด้านปัญญาประดิษฐ์มาช่วยเสริมในการวิเคราะห์ เพื่อให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
แต่ด้วยความที่เทคโนโลยียัง ไม่เปลี่ยนผ่านอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ระบบเดียวกันอาจมีวิธีการยืนยันตัวตนที่ต่างกันเมื่อใช้ในอุปกรณ์ที่ต่างกัน เช่น สามารถเข้าสู่ระบบด้วยลาย นิ้วมือหรือตรวจสอบใบหน้าได้ เมื่อใช้ผ่านสมาร์ทโฟนเท่านั้น ทำให้เมื่อผมต้องการยืนยันตัวตนในอุปกรณ์อื่นที่ไม่มีความสามารถนี้ ผมยังคงต้องใช้รหัสผ่านเช่นเดิม ปัญหาวนกลับไปเหมือนตอนที่แล้วอีกครั้งอยู่ดีครับ ผมยังคงต้องจำรหัสผ่านอัน น่าเบื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม แม้ Biometrics จะเป็นวิธีการที่ใช้ข้อมูลส่วนตัวที่ซับซ้อนมากกว่าการใช้รหัสผ่านธรรมดา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระบบที่ใช้จะมีความปลอดภัย 100% ต้องระลึกไว้เสมอว่าความปลอดภัยของระบบนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของรหัสแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ไม่ประสงค์ดียังสามารถหลอกล่อเราด้วยวิธีการอื่นมากมาย







