
ก้าวผ่านยุคดิจิทัลอย่างมีสติ
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยกระแสของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งเริ่มจากภาคธุรกิจไปสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนตลอดทศวรรษเศษ มีการพัฒนาและแข่งขันอย่างจริงจังของผู้ผลิตที่ต้องการเป็นผู้นำครองตลาด ส่งผลให้เทคโนโลยี 4.0 ได้ก้าวหน้าเกินกว่าจินตนาการ และไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะอุตสาหกรรม แต่ได้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทุกอาชีพและทุกวัย เกี่ยวข้องตั้งแต่ในห้องนอนไปจนถึงที่ทำงาน
ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
กระแสของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งเริ่มจากภาคธุรกิจไปสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนตลอดทศวรรษเศษ มีการพัฒนาและแข่งขันอย่างจริงจังของผู้ผลิตที่ต้องการเป็นผู้นำครองตลาด ส่งผลให้เทคโนโลยี 4.0 ได้ก้าวหน้าเกินกว่าจินตนาการ และไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะอุตสาหกรรม แต่ได้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทุกอาชีพและทุกวัย เกี่ยวข้องตั้งแต่ในห้องนอนไปจนถึงที่ทำงาน
การเข้ามาของดิจิทัลทำให้โลกเข้า สู่ยุคที่เรียกว่า "คลื่นลูกที่สาม" (Third Wave Age) เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนอย่างที่ไม่มีมาก่อน ที่เห็นได้ชัดเจนคืออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) แอพพลิ เคชั่นต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือทำให้ สังคมของมนุษยชาติซึ่งรวมถึงสังคมไทยสามารถเชื่อมต่อกันอย่างไร้ข้อจำกัด เกิดการรับรู้เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าใครจะทำอะไร อยู่ที่ไหน หรือใหญ่โตเพียงใด ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคมออนไลน์ ซึ่งที่ผู้คนนับแสนนับล้านสามารถเข้าถึงได้ภายในไม่กี่นาที เป็นยุคที่ประชาชน ทำหน้าที่เป็นสื่อสารมวลชน เป็นทั้งผู้ให้ข่าวและเสพข่าวในเวลาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นทั้งด้านบวกและด้านลบ
อิทธิพลของสื่อออนไลน์เห็นได้ชัดเจนจากกรณีของลุงจรูญ ซึ่งโชคดีถูกแจ็กพอตสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 แต่มีคนอ้างว่าทำหาย แถมมีตำรวจใหญ่เข้ามามีส่วนรู้เห็น การพ้นคุกของลุงจรูญคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจาก สื่อออนไลน์ อีกทั้งกรณีนักธุรกิจ ชั้นนำระดับประเทศอย่างคุณเปรมชัย ยิงเสือดำสัตว์คุ้มครอง รวมทั้งนาฬิกาดัง 2 โหลที่อื้อฉาวเล่นเอา คสช.สะเทือน คดีดังพวกนี้ที่ไม่เงียบเพราะสังคมออนไลน์ตามจิกแบบไม่ปล่อย
ยุคดิจิทัลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อขายสิ่งของต่างๆ ที่เคยต้องออกจากบ้านไปซื้อของตามร้านค้าหรือห้างใหญ่ๆ แต่ด้วยธุรกรรมการค้าอี-คอมเมิร์ซ ทำให้การช็อปปิ้งออนไลน์ไม่ว่าจะเวลาใดอยู่ตรงไหนแค่กดทัชสกรีนผ่านโมบายโฟน เท่านี้ของก็มารออยู่หน้าบ้าน ในสหรัฐอเมริกา 1 ใน 3 ของผู้บริโภค ซื้อสินค้าจากห้องนอน ที่ทำงาน และ ในปริมาณที่เท่ากันจับจ่ายเลือกสินค้าอยู่ภายนอกร้านค้าและนอกห้าง
แม้แต่ธนบัตรหรือเงินที่ใช้เป็น สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าที่ใช้กันมากว่า 2,000 ปี กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟินเทค คลาวด์ คอมพิวเตอร์อัจฉริยะ (เอไอ) ส่งผลให้ธุรกรรมด้านการเงินจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เครดิตการ์ด เดบิตการ์ด การถอนเงิน-ฝากเงินผ่าน ตู้เอทีเอ็มกำลังถูกท้าทายจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่สถาบันการเงินกำลังทยอยออกมาใช้
ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลัง ผลักดันพร้อมเพย์ (PromptPay) อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง แบงก์กิ้งเอเยนต์ผ่านร้านโชห่วย-ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถทำธุรกรรมการเงินจากที่ไหนก็ได้ และอีกไม่นานจะมีระบบการบ่งชี้ยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital ID) ทำให้สามารถเปิดบัญชีและขอสินเชื่อ รวมถึงการอนุมัติแบบดิจิทัลเลนดิ้ง (Digital Lending) ทำให้การปล่อยสินเชื่อผ่านเว็บไซต์รู้ผลได้ภายใน 30 นาที
พลังของเทคโนโลยีอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและเป็นภัยคุกคาม การเข้าถึงจึงต้องมีทั้งสติและปัญญา เห็นได้จากภาคการผลิตและบริการต่างทยอยนำระบบเทคโนโลยี เช่น กรณีของแบงก์ต่างๆ ที่กำลังรุกเข้าสู่เพียวดิจิทัลผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นแบบ 100% ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีคนอยู่ในระบบ ต่างทยอยปิดยุบสาขาต่างๆ แค่ปีที่แล้วธนาคารปิดสาขาไปกว่า 230 แห่ง มีการลดจำนวนพนักงานหรือปรับเปลี่ยนหน้าที่ไปจากเดิม ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมต่างเร่งลงทุนใช้ระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์เข้ามาในสายการผลิต เฉพาะในปีนี้คาดว่าภาคธุรกิจจะลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่า 1 แสนล้านบาท
คำถามการเข้ามาของเทคโนโลยี 4.0 คงไม่สามารถที่จะไม่รับรู้ ถึงจะปฏิเสธไม่เอา แต่กระแสดิจิทัลก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันหลีกไม่พ้นอย่างแน่นอน เพราะสังคมใหม่กำลังเข้าสู่ "Digital Society" ประเด็นคือผู้คนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ชาวบ้าน เกษตรกร ไปจนถึงธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีจะปรับตัวและสามารถก้าวผ่านได้อย่างไร ผลดีจากเศรษฐกิจดิจิทัลมีแน่นอน เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะเข้าถึงโอกาสนี้ได้อย่างไร
มีงานวิจัยขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ระบุว่า ตำแหน่งงานและการจ้างงานของโลกจะลดน้อย ถอยลง โดยเฉพาะในประเทศอาเซียน โอกาสที่แรงงานจะเสี่ยงตกงานจากเทคโนโลยีจะมีสัดส่วนที่สูง แรงงานในหลายภาคส่วนจะเปลี่ยนจากออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ ขณะที่แรงงานในภาคเกษตรจะถูกทดแทนจากเครื่องจักรในรูปของการทำนาแปลงใหญ่ กรณีศึกษาในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ในปีที่ผ่านมาและปีนี้ บริษัททั้งเล็กและใหญ่ต่างลดพนักงาน บางบริษัทประกาศลดอัตราการจ้างงานทั่วโลกถึงหมื่นตำแหน่ง
ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบยังอยู่ในระยะเริ่มต้น สิ่งที่รัฐจะต้องเร่งทำคือประเมินผลกระทบที่จะติดตามมาจากการเปลี่ยนแปลง เช่น หุ่นยนต์อุตสาหกรรมจะเข้ามาช้าเร็วเพียงใด ธุรกิจกลุ่มใดจะล้มหายตายจาก แรงงานกลุ่มไหนอาจถูกแทนด้วยเทคโนโลยีและจำนวนมี มากน้อยเพียงใด แรงงานการศึกษาน้อยและอายุมากจะปรับตัว และหรือเพิ่มทักษะได้อย่างไร
ประเด็นเหล่านี้เป็นความท้าทาย การเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงแค่พูดหรือวางยุทธศาสตร์สวยหรู แต่ต้องมีสติถึงผลกระทบที่ตามมา ประเด็นที่กล่าวเป็นความท้าทาย คิดได้ ฝันได้ แต่ต้องพาผู้คนส่วนใหญ่ไปได้ด้วย บริหารประเทศ มันยากตรงนี้ ไม่เหมือนสอนหนังสือ จริงไหมครับ n







