
สงครามปะทุ จุดชนวนค้าโลกระส่ำ
นันทิยา วรเพชรายุทธประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้ประกาศ "สงครามการค้า" (อย่างไม่เป็นทางการ) ออกมาแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการใช้มาตรการเซฟการ์ดตามมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าสหรัฐปี 1962 โดยจะขึ้นภาษีเหล็กนำเข้า 25% และอะลูมิเนียมนำเข้า 10% จากทุกประเทศทั่วโลก
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐได้ประกาศ "สงครามการค้า" (อย่างไม่เป็นทางการ) ออกมาแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการใช้มาตรการเซฟการ์ดตามมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าสหรัฐปี 1962 โดยจะขึ้นภาษีเหล็กนำเข้า 25% และอะลูมิเนียมนำเข้า 10% จากทุกประเทศทั่วโลก
แม้จะยังต้องรอดูรายละเอียด ที่ชัดเจนอีกครั้งในสัปดาห์นี้ว่า ทรัมป์จะบังคับใช้กับทุกประเทศแบบเท่าเทียมกันหรือไม่ หรือจะ "ยกเว้น" ให้กับบางประเทศที่ไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็น ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ ก็เท่ากับเป็นการลั่นกลองรบที่ทำให้บรรยากาศการค้าทั่วโลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เพราะฝ่ายที่ เสียประโยชน์ย่อมไม่อยู่เฉยให้เป็น เป้าฝ่ายเดียว
ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ก็คือ การออกมาตรการตอบโต้ของแต่ละประเทศโดยเฉพาะ 2 ขั้วยักษ์ใหญ่อย่าง "จีน" และ "สหภาพยุโรป" (อียู) ที่ย่อมส่งผลกระทบไปยังหญ้าแพรกทุกหย่อมหญ้าตามไปด้วย ทั้งในด้านมาตรการกีดกันทางการค้า ราคาสินค้าที่จะแพงขึ้น การบริโภคที่อาจ ลดลง และกระแสการค้าโลกที่อาจชะลอตัวลง หากมีการตอบโต้กันรุนแรง
และนอกจากผลกระทบทางตรงของการห้ำหั่นทางการค้าระหว่างกันแล้ว ก็ยังต้องไม่ลืมผลกระทบทางอ้อมอีกหลายด้านที่อาจตามมาด้วย โดยเฉพาะเรื่องของตลาดเงินตลาดทุน ทั้งในแง่ของ "ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ" ที่จะร่วงลงตามปัจจัยลบ ครั้งใหญ่ และ "ตลาดพันธบัตรสหรัฐ" ที่อาจถูกบรรดาเจ้าหนี้รายใหญ่ในเอเชียเทขายด้วย
สำหรับผลกระทบทางตรงนั้น เป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังหวาดวิตกมากที่สุดในขณะนี้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าระหว่างคู่มวย "สหรัฐ-จีน" เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แต่กำลังจะถูกเหมารวมไปยังประเทศ อื่นๆ ด้วย ซึ่งขณะนี้หลายประเทศที่เสียประโยชน์ทั้งรายใหญ่และรายเล็กกว่าต่างออกมาแสดงท่าทีกันอย่างพร้อมเพรียงแล้วว่า จะออกมาตรการตอบโต้ตามมาอย่างแน่นอน อาทิ "แคนาดา" ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กไปยังสหรัฐมากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยมีสัดส่วนใกล้เคียงกับยุโรป รวมถึงอีกบางประเทศ เช่น เม็กซิโก และบราซิล
แหล่งข่าวใน "อียู" เปิดเผยกับ ซีเอ็นบีซีว่า อียูอาจพิจารณาตั้งกำแพงภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐมูลค่าราว 3,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.1 แสนล้านบาท) สอดคล้อง กับที่ ฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เปิดเผยเบื้องต้นว่า อียูอาจจะตอบโต้ด้วยการออกมาตรการตั้งกำแพงภาษีสินค้า นำเข้าจากสหรัฐในกลุ่มแบรนด์ ที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง เช่น รถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์ เดวิดสัน เหล้าเบอร์เบิน และกางเกงยีนส์ลีวายส์
การตอบโต้นี้ยังไม่รวมแผนการขึ้นภาษีเดิมของยุโรป ที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วว่า จะเก็บภาษีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจกับยุโรปในสัดส่วนราว 2-6% ของรายได้ เพื่ออุดช่องโหว่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่บริษัทเหล่านี้ไม่มีถิ่นที่ตั้งในประเทศที่ไปทำรายได้ และยังมีความซับซ้อนในเรื่องของการทำบัญชี ซึ่งแน่นอนว่า เป้าหมายหลักๆ ของการไล่บี้ภาษีกลุ่มนี้ล้วนเป็นบริษัทข้ามชาติจาก "สหรัฐ" เป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล เฟซบุ๊ก และอูเบอร์
หลังจากที่อียูขู่จะตอบโต้นั้น ฝั่งสหรัฐก็กลับราดน้ำมันลงกองเพลิงให้ลุกไหม้ขึ้นอีกโดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ผ่านทวิตเตอร์ว่า หากยุโรปล้างแค้นมาตรการเซฟการ์ดของสหรัฐในครั้งนี้ "สหรัฐก็จะตั้งกำแพงภาษีรถนำเข้าจากยุโรปเพิ่ม" จากเดิมที่สหรัฐเสียดุลการค้าให้รถยุโรปอยู่แล้ว
เดิมนั้นสหรัฐเก็บภาษีนำเข้ารถ ที่ประกอบในยุโรป 2.5% แต่หากเป็น กลุ่มรถกระบะและรถตู้จะโดนภาษี 25% ขณะที่ฝั่งยุโรปเก็งภาษีรถประกอบในสหรัฐ 10% โดยสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ของรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู ในสัดส่วน 15% ของยอดขายทั่วโลก ขณะที่ออดี มีสัดส่วน 11% และโฟล์กสวาเกน 5% รวมแล้วในปี 2017 สหรัฐขาดดุลการค้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์กับเยอรมนี 2.23 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.01 แสนล้านบาท)
ทางฝั่ง "จีน" นั้น รัฐมนตรี ช่วยต่างประเทศได้ระบุว่า จีนไม่ต้องการทำสงครามการค้า กับสหรัฐ แต่จีนก็จะไม่ยอมอยู่เฉย และปล่อยให้ผลประโยชน์ของจีนได้รับความเสียหายเช่นกัน พร้อมเตือนไปยังสหรัฐก่อนที่จะมีการประกาศชี้ชัดใน ขั้นสุดท้ายตามมาในสัปดาห์นี้ว่า การออกนโยบายใดๆ ที่อยู่บนพื้นฐานของสมมติฐานหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาด จะเท่ากับเป็นการทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคี และทำให้เกิดผล กระทบที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากเห็น
ขณะนี้ท่าทีของจีนยัง "ค่อนข้างนิ่ง" เมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยมีเพียงรายงานว่ากระทรวงพาณิชย์จีนกำลังพิจารณาว่า จะจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรบางประเภทจากสหรัฐ เช่น ข้าวฟ่าง ถั่วเหลือง และเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ เพื่อตอบโต้การตั้งภาษีดังกล่าวหรือไม่ แต่สิ่งที่จีนเน้นมากกว่าการให้ข่าวหรือการตอบโต้ไปมาก็คือ การรุดส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเจรจากับสหรัฐถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตั้งแต่ "หยางเจียฉี" เมื่อต้นเดือน ก.พ. และล่าสุดคือ "หลิวเหอ" ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ไปเจรจาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และมีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจากันอีกครั้งในเร็วๆ นี้ที่กรุงปักกิ่ง
อีกหนึ่งความเป็นไปได้ของการตอบโต้ก็คือ การที่ "ประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐ" โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่นอาจเทขายหรือลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลง แม้วิธีนี้จะเกิดผลกระทบตามมาถึงกันเป็นลูกโซ่ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ และแต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าวิธีนี้จะสร้างความลำบากให้สหรัฐอย่างหนักมากกว่า เพราะมาตรการลดภาษีและงบประมาณใหม่ของสหรัฐที่เพิ่งผ่านไปนั้น ทำให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณอีกมหาศาล จำเป็นต้องก่อหนี้ขายพันธบัตรหารายได้อีกมาก และหากพันธบัตรถูกเทขายก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนการเงินของสหรัฐสูงขึ้นไปอีกตามบอนด์ยิลด์
หากเจ้าหนี้ใช้วิธีดังกล่าวกดดัน ก็จะกลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเดิมสหรัฐเข้าไปอีก จากเดิมที่เศรษฐกิจสหรัฐ เริ่มเจอกับภาวะต้นทุนแพงกันแล้ว และกำลังจะแพงขึ้นอีกในกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมที่เป็นวัตถุดิบของสินค้าหลายประเภทตั้งแต่เบียร์ถึงรถยนต์ จากผลของมาตรการเซฟการ์ดในครั้งนี้
ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืม ผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้น จากความตึงเครียดทางการค้า เช่น "ค่าเงินดอลลาร์" ที่คาดว่าจะอ่อนค่าลงอีกจากความกังวลว่าความตึงเครียดอาจฉุดการค้าทั่วโลกในปีนี้ลง โดยเฉพาะการบริโภคในสหรัฐที่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจถึงราว 70% ซึ่งอาจถูกกระทบจากราคาสินค้า ที่จะแพงขึ้น
หากเปรียบเทียบกับการขึ้น กำแพงภาษี 2 ครั้งก่อนในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ปี 2002 และ บิล คลินตัน ในปี 1995 จะพบว่า ในช่วงนั้นค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเฉลี่ยถึงราว 15% เลยทีเดียวแม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นๆ กดดันด้วยก็ตาม
ภายใต้แนวโน้มที่อาจได้ไม่คุ้มเสียเช่นนี้ จึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าสหรัฐจะเปิดช่องผ่อนปรนเอาไว้ในการประกาศรายละเอียดสุดท้ายมาตรการเซฟการ์ดในสัปดาห์นี้หรือไม่ หลังจากเพิ่งเปลี่ยนมิตรประเทศคู่ค้า ให้กลายเป็นคู่สงครามไปในพริบตา ในการประเดิมลั่นกลองสงครามการค้าเบื้องต้นครั้งนี้







