
ชำระเงินผ่านมือถือโตก้าวกระโดด
ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน คาดการณ์ การชำระเงินผ่านระบบมือถือ (Mobile Payments)
จะโตแบบก้าวกระโดดมากกว่าสองเท่าภายในอีก 5 ปี
การชำระเงินผ่านระบบมือถือหรือ Mobile (M Payments) ของภูมิภาคเอเชียคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในระยะเวลา 5 ปี จากรายได้รวม 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552
ฟรอสต์ แอนด์ซัลลิแวน บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลกคาดการณ์ว่า การชำระเงินผ่านระบบมือถือจะมากถึง 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตปีละ 14.8% ในช่วงปี 25532558
การเติบโตดังกล่าวสืบเนื่องมาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการริเริ่มของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะกับ NFC (Near Field Communication) ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งในตลาดที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่
จากผลการวิจัยยังพบว่า การชำระเงินผ่านช่องทาง NFC จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นถึง 23% ของทุกช่องทางการชำระเงินผ่านระบบมือถือภายในปี 2558 จากเพียง 12% ในปีที่ผ่านมา
การใช้เอสเอ็มเอสยังคงมีสัดส่วน 82% ของรายการทั้งหมดในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะเป็นช่องทางหลักจนถึงปี 2558 แต่ก็อาจจะลดลงหลังจากนั้น
นอกจากนี้ ช่องทางการชำระเงินอื่น ๆ เช่น WAP (Wireless Application Protocol) และ DMB (การเรียกเก็บเงินโดยตรงจากมือถือ) ยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมากสำหรับ MPayment ในปี2552 ที่ผ่านมาโดยคาดว่าจะยังไม่มีการเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2558
ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่เป็นผู้นำในด้านการใช้ระบบการชำระเงินผ่านมือถือ ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมการใช้มือถือที่ก้าวหน้าที่สุดอย่างหนึ่งในโลก"แม้ในตลาดเกิดใหม่เช่นบังคลาเทศ, ปากีสถานและศรีลังกา ถึงแม้จะมีการจำกัด อยู่ที่การใช้ SMSในการชำระค่าสินค้าเป็นส่วนใหญ่ แต่การใช้บริการการชำระเงินผ่านมือถือกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น
” เขากล่าวอามินอธิบายว่าตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ยังมีศักยภาพที่ดีสำหรับการให้บริการโอนเงินมือถือเนื่องจากประเทศเหล่านี้มีประชากรที่ออกไปทำงานอยู่ในประเทศอื่น เช่น ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น
“
การโอนเงินระหว่างประเทศจากแรงงานข้ามชาติในประเทศมาเลเซียเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับโอปะเรเตอร์ของมาเลเซียเนื่องจากตลาดนี้มีแนวโน้มการเติบโตที่สูง ดังจะเห็นได้จากตัวเลข 90ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ใช้มือถือมีอยู่ประมาณ 90%” อามินเสริม“
ในทางตรงกันข้าม ในประเทศที่นับว่ามีการเติบโตของตลาดมือถือมากในภูมิภาคนี้อย่างประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์และไต้หวัน ได้มีการชำระเงินผ่านระบบมือถือค่อนข้างน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของสมาร์ทการ์ดมากกว่า”นอกจากนี้ อามินยังให้ความเห็นอีกว่า เทคโนโลยีสื่อสารแบบไร้สาย หรือ NFC จะเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการใช้มือถือและสมาร์ทการ์ดเพื่อการใช้จ่ายต่างๆสูง อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่ของระบบการชำระเงินทางโทรศัพท์มือถือจะต้องประสบปัญหากับบุคคลที่สามในเรื่องของส่วนแบ่งรายได้ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานการทำงานร่วมกันระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ที่ตามมาจะมีมูลค่าอย่างมหาศาล กล่าวคือ สำหรับผู้ประกอบการมือถือ มันหมายถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับข้อเสนอทางการค้าต่างๆด้วยบริการใหม่ที่ก่อให้เกิดรายได้ใหม่เพิ่มขึ้น สำหรับธนาคาร มันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเงินสด และสำหรับร้านค้า มันจะช่วยเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งทำให้จำนวนธุรกรรมเพิ่มมากขึ้น







