posttoday
แบนรถดีเซล เขย่าศก.เยอรมนี

แบนรถดีเซล เขย่าศก.เยอรมนี

28 กุมภาพันธ์ 2561

นันทิยา วรเพชรายุทธ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางเยอรมนีได้มีคำพิพากษาที่เปรียบเสมือน "ฟ้าผ่ากลางอุตสาหกรรมหัวใจหลักของประเทศ" เมื่อศาลมีคำตัดสินว่า "เมืองสตุ๊ตการ์ทและเมืองดุสเซลดอร์ฟ มีสิทธิสั่งห้ามการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลบนท้องถนนเพื่อลดการปล่อยมลพิษ"

นันทิยา วรเพชรายุทธ

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางเยอรมนีได้มีคำพิพากษาที่เปรียบเสมือน "ฟ้าผ่ากลางอุตสาหกรรมหัวใจหลักของประเทศ" เมื่อศาลมีคำตัดสินว่า "เมืองสตุ๊ตการ์ทและเมืองดุสเซลดอร์ฟ มีสิทธิสั่งห้ามการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลบนท้องถนนเพื่อลดการปล่อยมลพิษ"

คำตัดสินดังกล่าวเป็นการยืนตามศาลชั้นต้นในเมืองดุสเซลดอร์ฟ เมื่อปี 2016 หลังจากที่กลุ่มเอ็นจีโอด้าน สิ่งแวดล้อมอีเอจียื่นคำร้องต่อศาล เพื่อหวังลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งหลังจากนั้น ศาลในเมืองสตุ๊ตการ์ท ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของปอร์เช่ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็มีคำตัดสินในทำนองเดียวกันออกมา จนกระทั่งรัฐบาลท้องถิ่นได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านมาจนถึงปัจจุบัน

แม้ว่านี่จะไม่ใช่คำตัดสินแบบมีผลครอบคลุมไปทั่วเยอรมนี แต่ก็ถือเป็นแนวทางคำตัดสินต้นแบบที่เปิดช่องให้เมืองอื่นๆ ทั่วประเทศทำตามได้ และจะยิ่งทำให้อุตสาหกรรมรถเยอรมันต้องสั่นสะเทือนใหญ่อีกครั้ง หลังจากเพิ่งสะบักสะบอมจากวิกฤตโกงค่ามลพิษรถดีเซลเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ และยังถูกท้าทายจากเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี) และรถยนต์ขับเคลื่อนเอง จนทำให้หลายฝ่ายวิตกว่า "อุตสาหกรรมรถดีเซล" ที่ถือเป็นหัวใจหลักของวงการรถเยอรมันนั้น อาจมาถึงจุดจบเร็วกว่าที่คาดเอาไว้

ภายใต้คำตัดสินของศาลไลพ์ซิจซึ่งสุ่มเสี่ยงที่เมืองอื่นๆ อาจทำตามนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อทั้งผู้บริโภคในปัจจุบัน และอนาคตการขายรถดีเซลหลังจากนี้ โดยข้อมูลของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมัน พบว่า รถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าซึ่งไม่ได้มาตรฐานการปล่อยไอเสียตัวล่าสุด "ยูโร 6" (Euro 6) นั้น มีจำนวนมากที่สุดในบรรดารถดีเซลที่ใช้กันอยู่ทั่วประเทศ 15 ล้านคัน

ปัจจุบันมีรถเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่าเกือบ 7 ล้านคันทั่วประเทศ หรือรถที่วางจำหน่ายก่อนปี 2009 ที่ไม่ได้แม้แต่มาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 5 ส่วนรถยนต์อีกราว 5.9 ล้านคันที่ได้มาตรฐานยูโร 5 ซึ่งวางจำหน่ายระหว่างปี 2009-2014 นั้น จะได้รับการผ่อนผันไปจนถึงเดือน ก.ย. 2019 และมีรถดีเซลรุ่นใหม่ตามมาตรฐานยูโร 6 เพียงแค่ 2.7 ล้านคันเท่านั้นที่อยู่รอดปลอดภัยได้

เลียม บัตเตอร์เวิร์ธ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทซัพพลายเออร์ เดลฟี เทคโนโลยี ให้มุมมองกับวอลสตรีท เจอร์นัล ว่า คำตัดสินของศาลไลพ์ซิจน่าจะเป็น "ตัวเร่งภาวะ ขาลงของอุตสาหกรรมรถดีเซล" โดยเชื่อว่าบรรดาค่ายรถน่าจะทยอยหั่นสัดส่วนรถดีเซลลงเร็วกว่าเดิม และแทนที่ด้วยรถเครื่องเบนซิน อีวี และไฮบริดแทน และคาดว่าจะทำให้รถดีเซลเครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า 2,000 ซีซี ต้องทยอยหายไปในอีกไม่นานนี้

บริษัทเดลฟีเองก็เริ่มลดสัดส่วนในธุรกิจรถดีเซลลงไปมากแล้ว และหันมาแทนที่ด้วยการลงทุนในรถเบนซินขนาดเล็กและรถเทคโนโลยีใหม่แทน

ปัญหาชวนปวดหัวจึงตกอยู่ที่รัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี "อังเกลา แมร์เกิล" ทันทีว่าจะใช้กำปั้นเหล็กบังคับให้ค่ายรถเป็น ผู้รับผิดชอบเรียกรถคืนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ได้ตามมาตรฐานการปล่อยไอเสียหรือไม่ เพราะคาดว่าการปรับจูนครั้งใหญ่นี้จะมีค่าใช้มหาศาลถึงราว 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 3.1 แสนล้านบาท) ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมค่ายรถเยอรมันที่กำลังเร่งลงทุนใหญ่เพื่อปรับไปสู่ยุคของรถอีวีและรถขับเคลื่อนเอง

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการลดใช้ยานยนต์ดีเซลยังเป็นปัญหาใหญ่ที่มีขอบเขตกว้างกว่าแค่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง แต่ยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมขนส่งและธุรกิจอื่นๆ เนื่องจากส่วนใหญ่มีการใช้รถยนต์และรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลกันเป็นหลักด้วย

แม้จะรู้ดีว่าอนาคตของแวดวง ยานยนต์โลกอยู่ที่รถอีวีและไฮบริด หรือเทคโนโลยีรถยนต์ที่ลดการใช้น้ำมันลง แต่อุตสาหกรรมรถเยอรมันก็เดิมพันกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลมาเป็นเวลานาน และมีสเกลใหญ่จนยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทันที

ก่อนหน้าที่จะเกิดกรณีอื้อฉาว "ดีเซลเกต" หรือการโกงซอฟต์แวร์ค่าไอเสียของบริษัทโฟล์คสวาเกน ค่ายรถยนต์ใหญ่เบอร์ 1 ของโลกจากเยอรมนีนั้น รถยนต์ที่จำหน่ายในภาคพื้นยุโรปมากกว่าครึ่งหนึ่งล้วนเป็นรถเครื่องดีเซล ก่อนที่ตัวเลขจะทยอยลดลงมาจนอยู่ที่ราว 44% ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้งานในกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมขนส่ง และกลุ่มช่าง ไม่ใช่ผู้บริโภครายย่อยทั่วไปที่เริ่มหันไปหารถอีวีและไฮบริด กันมากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า สัดส่วนดังกล่าวจะยิ่งลดลงหนักจนเหลือเพียง 20% ภายในปี 2025 หรืออีก 7 ปีข้างหน้านี้

และแม้ว่าสถานการณ์รถดีเซลในช่วงราว 2 ปีมานี้จะเริ่มกลับมาดีขึ้นหลังวิกฤตดีเซลเกตปี 2015 โดยเฉพาะในแวดวงรถดีเซลมือสอง แต่ความกังวลเรื่องที่เมืองต่างๆ อาจออกกฎแบนการใช้รถดีเซล ก็ทำให้ผู้บริโภคเริ่มถอยห่างออกไปอีกครั้ง โดยบริษัทวิจัยตลาด ดอยช์ ออโตโมบิล ทรูแฮนด์ ระะบุว่า ยอดขายรถดีเซลมือสองเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว โดยผู้บริโภคหันไปซื้อรถเครื่องยนต์เบนซินกันแทน

ที่จริงแล้ว การแบนรถเครื่องยนต์ดีเซลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้วในหลายมหานครทั่วโลก ตั้งแต่ปารีส มาดริด เม็กซิโกซิตี้ เอเธนส์ และล่าสุดที่โรม ในขณะที่อีกหลายประเทศก็เริ่มกำหนดเป้าหมายทยอยลดสัดส่วนการจำหน่ายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันทั้งหมดไม่ว่าจะดีเซลหรือเบนซิน ภายใน 1-2 ทศวรรษนี้ ตั้งแต่ฝรั่งเศสไปจนถึงจีน โดยให้เพิ่มสัดส่วนรถอีวีและไฮบริดแทน เพื่อหวังแก้ปัญหามลพิษอย่างยั่งยืนมากขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ที่ยังไม่มีใครครองตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จในขณะนี้

ทว่าการที่คำสั่งแบนรถดีเซลมาถึงเมืองเยอรมนีเอง ที่ถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถดีเซลของโลกนั้น ก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอาจทำให้ผู้นำกลายเป็นผู้แพ้ได้หากรับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทัน n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ