posttoday
โลกรับมือ ดอลลาร์อ่อนยาว

โลกรับมือ ดอลลาร์อ่อนยาว

20 กุมภาพันธ์ 2561

นันทิยา วรเพชรายุทธ หลังจากที่ทำสถิติแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 15 เดือน ไปหมาดๆ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วในระดับ 105.545 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเริ่มหายใจหายคอได้บ้างแล้วในสัปดาห์นี้ โดยเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 107.70 เยน/ดอลลาร์ ระหว่างการซื้อขาย เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียที่อ่อนค่าลง เนื่องจากตลาดปรับน้ำหนักไปที่สัญญาณดอกเบี้ยในการเปิดเผยบันทึกการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้

นันทิยา วรเพชรายุทธ

หลังจากที่ทำสถิติแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 15 เดือน ไปหมาดๆ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วในระดับ 105.545 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเริ่มหายใจหายคอได้บ้างแล้วในสัปดาห์นี้ โดยเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 107.70 เยน/ดอลลาร์ ระหว่างการซื้อขาย เช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชียที่อ่อนค่าลง เนื่องจากตลาดปรับน้ำหนักไปที่สัญญาณดอกเบี้ยในการเปิดเผยบันทึกการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันนี้

สิ่งที่นักลงทุนจับตาก็คือ การส่งสัญญาณจากเฟดภายใต้การนำของ เจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการคนใหม่ว่า ปีนี้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยตามคาดการณ์เดิม 3 ครั้ง หรือจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ครั้ง โดยต้องดูในบันทึกการประชุมว่าจะมีคำที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการทบทวนคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed Dot Plot ในการประชุมเดือน มี.ค.นี้หรือไม่

แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันว่า พาวเวลล์เป็นสายพิราบมากกว่าสายเหยี่ยว แต่การที่สหรัฐได้ตัวแปรใหม่อย่างกฎหมายปฏิรูปภาษีมาเป็นตัวกระตุ้นทางคลังได้อย่างหวือหวาในปีนี้ ก็ทำให้ยังต้องจับตาความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้ออาจโตเร็วกว่าคาด และทำให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นตามเช่นกัน

ขณะที่อีกปัจจัยร่วมที่ทำให้ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นก็คือ การจับตาดูว่าต่างชาติจะขนเงินกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ในสหรัฐอีกครั้งหรือไม่ ในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐล็อตใหม่ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่เกิดแรงเทขายหนักไปในช่วงก่อนหน้า จนยิลด์พันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปีมาแล้ว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมองว่าค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าในสัปดาห์นี้ จนช่วยให้ค่าเงินในเอเชียอ่อนแรงลงได้นั้น อาจเป็นเพียงการรีบาวด์ทางเทคนิคในช่วงสั้นๆ และในภาพรวมปีนี้ ดอลลาร์ก็มีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงมากกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวดีเพียงใดก็ตาม

ก่อนการขยับขึ้นล่าสุดวานนี้ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบ 6 สกุลเงินหลักในปีนี้อ่อนค่าลงไปแล้ว 2.8% และหากนับรวมในรอบ 12 เดือน ที่ผ่านมา อ่อนค่าลงไปถึง 11.3%

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานอ้างความเห็นนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักว่า ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงอีก จากการเน้นอัดมาตรการทางการคลังอย่างหนักของสหรัฐที่นำโดยแผนปฏิรูปภาษี และการขยาย งบประมาณขาดดุลที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเซ็นงบปี 2018 ไป โดยเพิ่มการกู้ยืมขึ้นมาอีกราว 3 แสนล้านดอลลาร์ และทำให้การขาดดุล งบประมาณสหรัฐทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปอีกครั้ง

ยาน ฮัตซุส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า นโยบายการคลังของสหรัฐกำลังย่างเข้าไปสู่ดินแดนแห่งใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยสิ่งที่น่ากังวลและไม่สมเหตุสมผลที่สุดก็คือ การผ่าน งบประมาณขาดดุลมหาศาล ทั้งที่ระบบเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเดินหน้าไปสู่ระยะการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นมหาศาลเหมือนในยุครัฐบาลก่อนอีกแล้ว

ความเห็นนี้สอดคล้องกับหัวหน้านักกลยุทธ์ค่าเงินของธนาคารยูนิเครดิต ที่มองว่า การใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังในจังหวะที่เศรษฐกิจทุกภาคส่วนกำลังขับเคลื่อนไปด้วยดีนั้น ถือเป็นสัญญาณลบต่อ ค่าเงินดอลลาร์อย่างชัดเจน

ขณะที่ ฮันส์ เรเดเกอร์ นักกลยุทธ์ของมอร์แกน สแตนเลย์ มองว่า ปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวจะเป็นตัวกดค่าเงินดอลลาร์ในปีนี้ และทำให้ต้องปรับเป้าหมายค่าเงินยูโร ณ สิ้นปี 2018 แข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 1.17 ดอลลาร์/ยูโร จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.30 ดอลลาร์/ยูโร

แนวโน้มเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่บางประเทศผู้ส่งออกในเอเชียโดยเฉพาะ "ญี่ปุ่น" จะทยอยออกมาส่งสัญญาณกังวลอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาซัตสึกุ อาซาคาวะ รัฐมนตรีช่วยคลังของญี่ปุ่น ที่ให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิล่าสุดว่า เงินเยนกำลังแข็งค่ามากเกินไป และเป็นการแข็งค่า "ทางเดียว" คือไม่สอดคล้องไปกับภูมิภาค ทำให้ญี่ปุ่นมีแผนที่จะหารือกันในกลุ่มเขตเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิด "สงครามค่าเงิน" ขึ้น

เพราะจากระดับ ณ สิ้นปี 2016 ที่ 112 เยน/ดอลลาร์ เงินเยนได้แข็งค่าไปแตะ 105.545 เยน/ดอลลาร์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว จนทำให้บรรดาบริษัท ผู้ส่งออกของญี่ปุ่นเริ่มแสดงความกังวลต่อทิศทางในปีนี้ แม้ว่าการส่งออกของประเทศจะยังขยายตัวต่อเนื่องมาหลายเดือนติดต่อกันแล้วก็ตาม เพราะหากมีปัจจัยเรื่องค่าเงินมาผสมกับสงครามการค้าที่กำลังส่อแววว่าจะปะทุขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวที่ดำเนินไปได้ด้วยดีต้องสะดุดลง

ปัจจัยหนึ่งยังเป็นเพราะเงินเยนถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven) ที่นักลงทุนเข้ามาถือครองมากขึ้นในช่วงที่ตลาดทุนโลกระส่ำเมื่อ ไม่นานมานี้ ขณะที่ธนาคารมิซูโฮ มองว่า ยังเป็นเพราะค่าเงินยูโรเริ่มแข็งค่าขึ้นมาแล้ว เพราะนักลงทุนเข้าไปเล่นกันหนัก จึงทำให้เริ่มกระจายมายังเงินเยนแทน

ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศเองก็ประสบปัญหาค่าเงินแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์กันถ้วนหน้าเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ที่ค่าเงินวอนแข็งค่าสุดในรอบ 3 ปี หรือค่าเงินหยวนของจีนที่แข็งค่าสุดในรอบ 2 ปี ทว่าก็ยังไม่มีการส่งสัญญาณซีเรียสออกมา เพราะที่สุดแล้วในช่วงที่มีการเปิดเผยบันทึกการประชุมของเฟด และช่วงรอยต่อก่อนการประชุมเฟดครั้งต่อไปในวันที่ 30-31 มี.ค.นี้ ดอลลาร์น่าจะรีบาวด์กลับได้เพราะความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐ

ทว่าในท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัย พื้นฐานเรื่องหนี้ก้อนใหญ่ใต้พรมของสหรัฐ และหากเฟดยังเงื้อง่าไม่ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ปีนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปีของดอลลาร์ขาลงสวนทางเศรษฐกิจสหรัฐขาขึ้นก็เป็นได้ n

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ