posttoday
QR Code เปลี่ยนแดนมังกร สู่ Cashless Society

QR Code เปลี่ยนแดนมังกร สู่ Cashless Society

20 กุมภาพันธ์ 2561

& เต็มเดือน พัฒจันจุนกองทุนบัวหลวงในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในไทย เปิดตัวการให้บริการการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "คิวอาร์โค้ด (QR Code)" ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการสนับสนุนให้ลดปริมาณการใช้เงินสดและส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการจัดการเงินสด ทั้งสอดคล้องกับนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล เพื่อเป็นการปูทางให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งหลายประเทศนำร่องไปแล้ว โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา

& เต็มเดือน พัฒจันจุนกองทุนบัวหลวง

ในช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในไทย เปิดตัวการให้บริการการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "คิวอาร์โค้ด (QR Code)" ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการสนับสนุนให้ลดปริมาณการใช้เงินสดและส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการจัดการเงินสด ทั้งสอดคล้องกับนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล เพื่อเป็นการปูทางให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งหลายประเทศนำร่องไปแล้ว โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา

สำหรับในภูมิภาคเอเชียนั้น จีน นับเป็นประเทศที่สามารถนำระบบดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามาใช้ในการทำธุรกรรมการเงินแทนการใช้เงินสดได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยมีคิวอาร์โค้ดเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้จีนเข้าใกล้ความเป็นสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในสังคมไปอย่างสิ้นเชิง

QR Code หรือ Quick Response Code เป็นรหัสเส้นเรียงตัวกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส พัฒนาต่อยอดมาจาก บาร์โค้ดให้สามารถอ่านข้อมูลได้รวดเร็วและเก็บข้อมูลได้มากกว่า ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในอุตสาหกรรมรถยนต์ในญี่ปุ่นเมื่อปี 2537 และเนื่องจากประโยชน์ของคิวอาร์โค้ดที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว จึงได้มีการนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ อย่างแพร่หลาย โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้สำหรับสแกนข้อมูลสินค้าหรือโปสเตอร์โฆษณา ขณะที่การนำมาใช้ในระบบการชำระเงินยังไม่แพร่หลายมากนัก จนกระทั่งมีการนำมาใช้ในจีน ซึ่งจากที่เคยเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้บัตรเครดิตต่ำ เนื่องจากวัฒนธรรมของคนจีนที่ไม่นิยมการใช้บัตรเครดิตและการเป็นหนี้ โดยจากข้อมูลของธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่าในปี 2558 ค่าเฉลี่ยของจำนวนบัตรเครดิตต่อประชากร 1 คนในจีนอยู่ที่ 0.29 ใบ ขณะที่ ในสหรัฐอเมริกามีค่าเฉลี่ยสูงถึง 2.24 ใบ (ข้อมูลจาก Value Penguin) แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยี จีนก็สามารถก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วจากระบบ เงินสดมาสู่การชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด

ทุกวันนี้คิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั่วทุกหัวระแหงในจีน ทั้งในเมืองใหญ่ไปจนถึงหมู่บ้านเล็กๆ ทั้งธุรกรรมที่มีมูลค่าต่ำไปจนถึงธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง ว่ากันว่า ผู้คนในจีนสามารถใช้ชีวิตใน 1 วันได้โดยไม่จำเป็นต้องพกกระเป๋าสตางค์ เพียงมีโทรศัพท์มือถือที่มีแอพพลิเคชั่นซึ่งลิงค์กับบัญชีธนาคารชำระค่าสินค้าอย่างง่ายดาย ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดหากเป็นร้านค้า ขนาดใหญ่หรือร้านอาหาร ผู้ใช้บริการเพียงกดชำระผ่านแอพพลิเคชั่น ในสมาร์ทโฟน และสแกนคิวอาร์โค้ด ด้วยเครื่อง Point of Sale (PoS) ที่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน แต่ถ้าเป็นร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านค้าหาบเร่ ซึ่งไม่มีเครื่อง POS ร้านค้านั้นๆ ก็เพียงพรินต์คิวอาร์โค้ดมาติดไว้หน้าร้าน ซึ่งลูกค้าสามารถใช้สแกนชำระเงินได้ ส่วนร้านค้าที่ไม่มีคิวอาร์โค้ดก็สามารถใช้สมาร์ทโฟนสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อโอนเงินให้กัน ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ซึ่งแบบนี้ก็สะดวกเช่นกัน

นอกจากนี้ คิวอาร์โค้ดยังช่วยส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Sharing Economy หรือเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน อย่างเช่น Bike Share หรือบริการให้เช่าจักรยานสาธารณะ โดยเมื่อต้องการใช้บริการก็สามารถเปิดแอพพลิเคชั่นค้นหาสถานที่ให้บริการ และสามารถปลดล็อกได้ด้วยตัวเอง ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดซึ่งติดไว้ที่จักรยาน เมื่อใช้เสร็จสิ้น ระบบจะคำนวณราคาและหักเงินจากบัญชีที่ลงทะเบียนไว้กับแอพพลิเคชั่นได้ทันที และ Umbrella Share หรือบริการตู้เช่าร่ม ซึ่งลักษณะการใช้งานก็คล้ายๆ กันกับบริการ Bike Share นอกจากนั้นคิวอาร์โค้ดยังส่งผลให้พฤติกรรมทางสังคมของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการนำคิวอาร์โค้ดมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตแทบทุกด้าน ยกตัวอย่าง การใช้คิวอาร์โค้ดในการให้ทิปในร้านอาหาร การให้เงินกับขอทาน หรือแม้กระทั่งการใส่ซองในงานแต่งงาน และการให้อั่งเปา เป็นต้น

ผู้ให้บริการหลักในตลาด Mobile Payment ของจีน คือ Alipay ในกลุ่มของ Alibaba ผู้ให้บริการค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ในจีน และอีกราย คือ WeChat Pay ของ Tencent ผู้นำด้านโซเชียลมีเดียและเกมออนไลน์ จากข้อมูลของบริษัทวิจัย Analysys Mason ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2017 Alipay และ WeChat Pay มีส่วนแบ่งใน

ตลาดโมบายเพย์เมนต์ 54% และ 40% ตามลำดับ ส่วนผู้ให้บริการ รายอื่นๆ เช่น แอปเปิ้ลเพย์ และเพย์พัลแม้จะได้รับความนิยมในหลายประเทศ แต่กลับมีส่วนแบ่งตลาดเพียงเล็กน้อยในจีน ด้วยรูปแบบการใช้งานที่ง่าย สะดวกสบาย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบันที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่าง ทั่วถึง รวมทั้งการตอบรับและให้การสนับสนุนจากภาคเอกชนและรัฐบาล ทำให้การใช้คิวอาร์โค้ดในจีนเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากรายงานของ iResearch Consulting Group ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษา ระบุว่าในปี 2559 การชำระเงิน ผ่านทาง โมบายเพย์เมนต์ของจีนมีมูลค่าสูงถึง 38 ล้านล้านหยวน หรือ ประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นจำนวนที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของ เศรษฐกิจจีน ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และทำให้ เศรษฐกิจเติบโตแล้ว การเติบโตของ โมบายเพย์เมนท์ ยังส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง หลักคือ ธุรกิจการให้บริการ โมบายเพย์เมนท์และธุรกิจโทรคมนาคมแบบไร้สาย หรือบริการ อินเตอร์เน็ต รวมทั้งธุรกิจค้าปลีกและ อี-คอมเมิร์ซซึ่งปัจจุบันจีนกลายเป็นตลาด อี-คอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ในด้านที่ ทำให้ประเทศสามารถลดการพึ่งพาเงินสด ช่วยแก้ปัญหาธนบัตรปลอม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในจีนและเป็นการนำเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้สามารถตรวจสอบ ที่มาที่ไปของเงินได้ง่าย การหลีกเลี่ยงภาษีจะทำได้ยากขึ้น และในท้ายที่สุด เมื่อรัฐบาลเก็บภาษีจากเงินในระบบได้ ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาและการเติบโต ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

กลับมาที่เมืองไทย ถึงแม้ว่าการนำคิวอาร์โค้ดมาใช้ในระบบการชำระเงินยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังไม่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากนัก แต่ หากเราเรียนรู้จากบทเรียนของต่างประเทศ และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยในปัจจุบัน รวมทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลร่วมมือกันผลักดัน เชื่อว่าคิวอาร์โค้ดจะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้น ต่อจากพร้อมเพย์ที่จะนำเมืองไทยเดินหน้าสู่สังคมไร้เงินสดได้ไม่ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค