
การเมืองของความเหลื่อมล้ำจากความท้าทายในศตวรรษที่ 21
ทศพล ทรรศนกุล ก่อนอื่นขอไขข้อข้องใจเสียก่อนว่าอะไรคือความท้าทายในศตวรรษที่ 21? โครงการวิจัยที่ทางคณะนิติศาสตร์กำลังจะศึกษาวิจัย มุ่งวิเคราะห์มองผลกระทบจากภาวะความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและมนุษย์ อันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการบริหาร "เวลา" และ "พื้นที่"
ทศพล ทรรศนกุล
ก่อนอื่นขอไขข้อข้องใจเสียก่อนว่าอะไรคือความท้าทายในศตวรรษที่ 21? โครงการวิจัยที่ทางคณะนิติศาสตร์กำลังจะศึกษาวิจัย มุ่งวิเคราะห์มองผลกระทบจากภาวะความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและมนุษย์ อันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและแนวทางการบริหาร "เวลา" และ "พื้นที่"
เวลาได้ถูกจัดการในลักษณะเร่งความเร็วของกิจกรรมทั้งหลาย และทำลายตารางเวลาชีวิตแบบเดิมให้มีความเหลื่อมซ้อนของเวลาทำงานกับชีวิตส่วนตัว (Speed, Obscure)
ส่วนพื้นที่ก็มีลักษณะของการแปลงสินทรัพย์ ซึ่งแต่เดิมเป็นของส่วนรวมหรือสาธารณะให้กลายเป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคล หรือแปลงเป็นทุนเพื่อแสวงประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศยังได้สร้างพื้นที่ใหม่ๆ ขึ้นมาท้าทายความสามารถในการกำกับดูแลและจัดสรรประโยชน์ เช่น พื้นที่ไซเบอร์ (Emerging, Capitalize)
ผลกระทบของความท้าทายในศตวรรษที่ 21 ได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อผู้คนจำนวนมากที่มิได้มีอำนาจในการจัดสรรหรือร่วมตัดสินใจในการสร้างระบบแบ่งปันผลประโยชน์ อันได้แก่
1.ความเปลี่ยนแปลงทาง Technology ดังที่มีการพูดถึงการก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ผลด้านลบที่จะตามมาและต้องหาแนวทางบรรเทาเยียวยา ได้แก่
-> การใช้หุ่นยนต์ Robot แทนแรงงานไร้ฝีมือ Unskilled Labor และหรือการนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาคิดประมวลผลและทำงานแทนแรงงานมีฝีมือ Skilled Labor
-> สังคมดิจิทัล Digital Society ที่มีการกีดกันคนจำนวนมากมิให้เข้าถึงโอกาสใช้ประโยชน์ Digital Dividend จนกลายเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเทคโนโลยี
-> การดึงดูดกระแสโลกเข้าสู่ประเทศไทยด้วยกลุ่มชนชั้นนำ แต่ยึดถือและปรับให้เป็นประโยชน์กับตน Glocalization ทำให้ผู้บริโภคยังคงติดลักษณะการรอรับแบ่งปันกึ่งการกุศลเมตตากรุณา ไม่พร้อมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้บริการดีขึ้น เกิดแรงจูงใจสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมหรือบริการใหม่ๆ ที่เข้ามาก็ไม่สามารถทำให้เทคโนโลยีและกลุ่มผลประโยชน์ผูกขาดเก่าล้มหายตายจากไป Non-Disruptively Innovation เพราะยังคงมีมาเฟียรักษาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มผลประโยชน์เก่า
2.โครงการสร้างเศรษฐกิจสังคมปรับเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคบริการ
ขาดมาตรการดูแลแรงงานภาคบริการ/ท่องเที่ยว -> ความปลอดภัย ค่าตอบแทน สวัสดิการ หลักประกัน
- เปลี่ยนพื้นที่ส่วนรวมให้กลายเป็นส่วนเอกชน -> จากป่าชุมชนสู่ไร่ฟาร์มคอนแทรกต์ฟาร์ม ป่าสงวนกลายเป็นรีสอร์ท จากวัดป่าสู่แลนด์มาร์คของคณะบุคคล
- สิ่งปลูกสร้างและผู้คนอันก่อผลกระทบต่อธุรกิจ ต่อชุมชน/คนที่อยู่เดิม -> แคมป์คนงานอพยพขนาดใหญ่ ร้านอาหาร สถานบันเทิง ขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องทำแบบประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาพ
3.อาชีพอิสระแต่ไม่มั่นคง
สามารถทำงานผ่านสื่อกลางอินเทอร์เน็ตจากที่ไหนก็ได้ -> Digital Nomad -> Freelance แต่กลับมีปัญหาเรื่องกฎหมายสวัสดิการแรงงาน
- หลักประกันที่ไม่ครอบคลุม เช่น โรคจากการนั่งทำงานท่าเดิมซ้ำๆ Office Syndrome, โรคทางจิตเวช
- ความไม่มั่นคงในการจ้าง เช่น ลูกจ้างชั่วคราว เหมาช่วง การจัดซื้อพัสดุ -> เปลี่ยนแรงงานให้เป็นวัตถุ
4.หน่วยทางสังคมเปลี่ยน
- ครอบครัว : คู่สมรส [การคบแต่ไม่มีพันธะ/ไม่จดทะเบียน = ความรักที่ไร้ความมั่นคง]
- การทำงาน/อาชีพ -> ไม่มีสหภาพ สมาคมวิชาชีพ -> ด้อยอำนาจต่อรอง ไร้ผลบังคับ
- เป็นที่มาของการนิยมสร้างเครือข่าย Connection ที่ละเมิดนิติธรรม = Corruption เพราะนำความสัมพันธ์แบบพวกพ้องมาใช้กับเรื่องสาธารณะ (Public)
- บ้าน/วัด/โรงเรียน/ชุมชน อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะคนมีลักษณะปัจเจกมากขึ้น
5.ชีวิตส่วนบุคคลเปลี่ยน
- เกิดความเหงาอันเนื่องมาจากรู้สึกแปลกแยก Alienation และกลัวความสัมพันธ์เพราะชีวิตไร้ความมั่นคง
-> โรคซึมเศร้า เพราะผิดหวังกับสังคมทุนนิยม
-> การสร้างตัวตนและอัตลักษณ์ใหม่ในโลกเสมือน (Online) แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสังคมในโลกจริง (World)
6.ความเหลื่อมล้ำจากความมั่งคั่งระหว่างช่วงวัยห่างกันมาก Generation War
- สังคมที่ผู้สูงอายุมีอำนาจและร่ำรวย Aging Society -> Bully คือการหลอกลวงคนแก่ในพื้นที่ไซเบอร์
- มุมกลับของผลกระทบ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านการเจริญพันธุ์ -> ความมั่งคั่งกระจุกในคนอาวุโส คนรุ่นใหม่ไร้ความมั่นคงจึงไม่กล้าที่จะมีทายาท เพราะเกรงภาระจำนวนมากที่จะตามมา
- การขาดไร้ซึ่งความรู้เกี่ยวกับการบริหารเงินของผู้คนที่เกิดมาในยุคที่ไม่ต้องปากกัดตีนถีบกันอย่างแพร่หลาย Financial Knowledge ทำให้ผู้ที่มีความรู้มากกว่า เริ่มสะสมก่อน ผู้ไม่รู้ไม่สะสมหรือสะสมช้า ไม่ทันใช้ในยามจำเป็นหรือหลังเกษียณ
- ทายาทของคนจนหรือชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มต้องใช้หนี้การศึกษายาวนานจนไม่อาจสะสมทุนได้ทัน หรือไม่มีทุนตั้งต้นในการออกมาสร้างธุรกิจใหม่ๆ อย่างที่รัฐบาลต้องการ
โครงการวิจัยนี้มีแนวทางการขับเคลื่อนสู่การแก้ไขปัญหาโดย
1.เสริมอำนาจ คนที่ด้อยโอกาส (Empowerment) โดยใช้ตัวช่วยระดับพื้นที่ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีจิตสาธารณะต้องการช่วยเหลือสังคม
- ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ
- ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนสาขางานต่างๆ เช่น ทนายความ NGOs ผู้นำกลุ่มเสี่ยง นักวิชาการ
2.สร้างสถาบัน/กลไกใหม่ที่รองรับปัญหา
- กฎหมายที่ยืดหยุ่น -> เน้นการรองรับสิทธิใหม่/กลุ่มเสี่ยงใหม่
- การสร้างเครือข่าย องค์กรแนวใหม่ -> แกนนอน เหง้าแตกแขนง ใช้ "ความรู้" เป็นเหง้าเชื่อม
- แหล่งทรัพยากรที่สอดคล้องกับภาวะข้ามพรมแดน
-> กองทุนประกันสังคม ASEAN
-> กองทุนวิชาชีพข้ามพรมแดน
- หลักประกันความมั่นคงต่อกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะ Human Rights Defender เช่น ระบบประสานการแสวงหาที่พักหลบภัยชั่วคราว







