
ปรากฏการณ์เล็กๆ น้อยๆ ในสังคมไทย
คสช.คงจะไม่เคยดูหนัง The Hunger Games
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
คสช.คงจะไม่เคยดูหนัง The Hunger Games
หนังฮอลลีวู้ดเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเกมคอมพิวเตอร์ในแนว Action Fantasy ดูอย่างผิวเผินอาจจะนึกว่าเป็นแค่การเล่นสนุกๆ ของวัยรุ่น แต่เมื่อมาทำเป็นภาพยนตร์ ผู้สร้างได้ใส่สาระที่น่าสนใจสิ่งหนึ่งก็คือ “การเล่นกับความหวัง” และเมื่อมารวมเข้ากับ “ความหวังของคนรุ่นใหม่” ก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีสาระพอควร
ในหนังสมมติว่าเป็นโลกในอนาคตที่สังคมประสบหายนะแล้วก็ต้องสร้างสังคมขึ้นใหม่ โชคร้ายที่ดินแดนแห่งนั้นได้ผู้ปกครองเผด็จการ ผู้ปกครองผู้นั้นได้แบ่งดินแดนทั้งหมดออกเป็นเมืองย่อยๆ แล้วให้มาแข่งขันต่อสู้กัน นัยว่าเพื่อสร้างสังคมให้มีชีวิตชีวา โดยใช้รางวัลที่จะ “ไว้ชีวิต” ให้แก่ผู้ชนะ รวมถึง “อิสระ” แก่เมืองที่ชนะนั้น ทว่าผู้คนเกิดรู้ได้ไล่ทันความคิดของ “ท่านผู้นำ” ว่าแท้จริงแล้วท่านผู้นำอยากให้บ้านเมืองไม่มีความสงบสุข ให้ผู้คนไล่ล่าฆ่าฟันกันและกัน เพื่อที่ท่านผู้นำจะได้ใช้เป็นเหตุอ้างในการครองอำนาจนั้นไปตลอดกาล โดยอ้างว่าสังคมยังไม่มีความสงบเรียบร้อย (หรือจะใช้คำว่ายังปฏิรูปประเทศไม่เสร็จสิ้นก็ได้)
สิ่งที่ท่านผู้นำในหนังเรื่อง The Hunger Games เอามาเป็น “เหยื่อล่อ” ผู้คนก็คือ “ความหวัง” ได้แก่ หวังว่าจะมีชีวิตอยู่รอด และหวังว่าจะได้พบกับอิสรภาพ อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนบางกลุ่มพบความจริงว่า ผู้ปกครองไม่ได้มีความจริงใจในเรื่องดังกล่าว พวกเขาก็รวมตัวกันต่อสู้ ที่เรียกว่า “เป็นกบฏ” ด้วยการชูนิ้วเป็นสัญลักษณ์ อย่างที่วัยรุ่นไทยกลุ่มหนึ่งเอามาแสดงแก่ คสช.ตั้งแต่ครั้งที่ คสช.มีอำนาจใหม่ๆ ในขณะที่หนังเรื่องนั้นกำลังฉายอยู่ นี่ก็ย่อมแสดงว่าหนังเรื่องนี้มีอิทธิพลต่อคนไทยอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ในหมู่คนรุ่นใหม่
เรื่องของ “ปรากฏการณ์เล็กๆ” ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเพิกเฉย
ในอดีตตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ครั้งที่รัชกาลที่ 7 ทรงให้ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเตรียมพระราชทานในพระราชพิธีวันเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ในวันที่ 6 เม.ย. 2475 เมื่อร่างเสร็จในต้นปีนั้น พระองค์ท่านก็ให้บรรดาคนใหญ่คนโตในยุคนั้นได้ให้ความเห็น แล้วก็พากันลงความเห็นว่า “ยังไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ ขอให้ไปพิจารณาแก้ไขสักระยะ” (จากข้อวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ระบุว่า มีขุนนางบางกลุ่มต้องการจะ “เอาพระทัย” รวมถึงที่ยังอยากจะรักษาอำนาจของพวกตนไว้ จึงถวายความเห็นไปในทำนองดังกล่าว) รวมถึงที่บอกว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ราษฎรไม่สนใจหรอก”
พอข่าวนี้แพร่ออกไปว่าพระเจ้าอยู่หัวยังไม่พระราชทานรัฐธรรมนูญ ข่าวเรื่องของการก่อกบฏก็ดังออกมาพร้อมๆ กัน ถึงขั้นที่ในวันพระราชพิธี 6 เม.ย. 2475 เจ้านายบางพระองค์เตรียมพร้อมที่จะให้ถูกจับ เพราะมีข่าวว่าจะมีผู้ก่อการรัฐประหารในวันนั้น (จากคำสัมภาษณ์ของพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่ให้สัมภาษณ์แก่กุหลาบ สายประดิษฐ์ ภายหลังที่ทำการรัฐประหารเสร็จสิ้นในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ก็กล่าวว่ามีความคิดที่จะทำรัฐประหารในวันนั้นจริง แต่ได้เลื่อนมาอีกหลายครั้ง จนสบโอกาสเมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ไปประทับที่หัวหิน จึงลงมืออย่างกะทันหันในวันที่ 24 มิ.ย.ดังกล่าว)
หรืออย่างกรณีเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ก็เกิดจาก “ปรากฏการณ์เล็กๆ” อีกเช่นกัน เพราะผู้เขียนก็เป็นคนที่เติบโตเป็นวัยรุ่นมาในยุคนั้น ในช่วงก่อนที่จะเกิดวันมหาวิปโยคก็ได้มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองเป็นระยะ เช่น เรื่องการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นในปี 2515 เรื่องข้าราชการเอาเฮลิคอปเตอร์ไปล่าสัตว์ใน ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรในตอนต้นปี 2516 และการออกเดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญของคนกลุ่มเล็กๆ ในต้นเดือน ต.ค. 2516 นั้น ทั้งหมดนี้รัฐบาลเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ และไม่เอาใจใส่ไยดีอะไรทั้งสิ้น แต่แล้ว “พลังเล็กๆ” ที่ค่อยๆ เชื่อมเข้าหากัน ด้วยการโยงประเด็นต่างๆ เข้ามารุมล้อมเรียกร้องจากรัฐบาล ก็ได้กลายเป็น “พลังอันมหาศาล” ร่วมกันต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลได้ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ก็มีกลุ่มคนที่เชียร์ทหารบอกว่า คณะทหารชุดนี้ไม่เหมือนชุดใดๆ และเหตุการณ์บ้านเมืองในทุกวันนี้ก็จะเป็นไปอย่างเมื่อ “วันก่อนๆ” นั้นไม่ได้ อย่างเช่นที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โปรดให้คณะบุคคลเข้าเฝ้าฯ ในคืนวันที่ 13 ต่อเนื่อง
ถึงเช้าวันที่ 14 ต.ค. 2516 อันนำมาสู่ข้อตกลงที่ผู้นำทหารต้องยอมรับ แต่เมื่อทหารไม่ทำตามสัญญา ประชาชนก็ลุกฮือเกิดการจลาจลขึ้นในวันดังกล่าว แต่ที่สุดในตอนเย็นวันนั้นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ทรงปรากฏพระองค์ทางโทรทัศน์ แล้วเหตุการณ์วันมหาวิปโยคก็จบลง
ผู้เขียนสอนวิชารัฐศาสตร์มากว่า 30 ปี เชื่อว่า เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั่วโลกเกิดขึ้นจาก “คนรุ่นใหม่” คนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็คือเยาวชนที่เติบโตมาในยุคสมัยที่สังคมมีการเปลี่ยนไป พวกเขามีความคาดหวัง และ “ความหวัง” สูงมากในทุกๆ เรื่อง พวกเขาอาจจะขาดความรู้และประสบการณ์ไม่เท่าผู้ใหญ่ แต่ที่เขามีมากกว่าผู้ใหญ่ก็คือ “พลัง” ทั้งพลังกายและพลังใจที่มีอยู่มหาศาล และคนพวกนี้ชอบที่จะรวมตัวทำอะไรด้วยกัน ซึ่งเมื่อรวมกันไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ รวมกับ “ความกล้า” ที่หาไม่ได้ในคนที่สูงวัย เพราะคนที่อายุเริ่มจะมากขึ้นแม้จะอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็ขาดความกล้าที่จะสร้างอนาคต
ดูอย่างรัฐมนตรีบางคนที่สารภาพว่า “เสียมารยาท” เพื่อความอยู่รอดนั่นปะไร







