
‘บิ๊กป้อม’ อยากอยู่ต่อ ต้องรอลุ้น ‘ปปช.’
ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ให้ภาพ พล.อ.ประะวิตร ฉากหลัง สำนักงาน ป.ป.ช. นิ้วเพชร ชี้เปรี้ยง คดีนาฬิกา แหวน ยืมเพื่อน
ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ให้ภาพ พล.อ.ประะวิตร ฉากหลัง สำนักงาน ป.ป.ช. นิ้วเพชร ชี้เปรี้ยง คดีนาฬิกา แหวน ยืมเพื่อน
......
หากจะบอกว่าเวลานี้ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลคงไม่ผิดนัก หลังจากโดนกระหน่ำด้วยกระแสกดดันจากกรณีของการยืมนาฬิกาหรู
นาฬิกาจะมีกี่เรือนในมือบิ๊กป้อมนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ หากได้แจ้งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2557
แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแจ้งชัดว่าในรายการบัญชีทรัพย์สินที่ พล.อ.ประวิตร แสดงต่อ ป.ป.ช.ไม่มีนาฬิกาดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความกดดันให้รองนายกฯ ต้องแสดงสปิริตด้วยการรับผิดชอบทางการเมืองก่อนนำไปสู่การรับผิดชอบทางกฎหมาย
ทว่าสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดว่าถ้าอยู่นิ่งๆ ทุกอย่างจะเงียบไป พอเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งนานวันเริ่มมีการเผยแพร่นาฬิกาหรูที่ พล.อ.ประวิตรมีนั้นไม่ได้มีแค่เรือนเดียว ผนวกกับท่าทีที่ออกมาปกป้องชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ทั้งการบอกว่า "ขอให้ลดราวาศอก" หรือ "เป็นเรื่องส่วนตัว" ยิ่งทำให้เชื้อไฟการเมืองโหมแรงมากขึ้น
เวลาผ่านมานานหลายเดือน เริ่มเกิดกระแสว่า พล.อ.ประวิตร อาจถอดใจและลาออกจากตำแหน่ง ดังจะเห็นได้จากการพูดกับสื่อมวลชนในทำนองว่า "ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมจะไป" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีที่เคยแข็งกร้าวมาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
นับจากนั้น โพลตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างเห็นตรงกันว่า พล.อ.ประวิตร ควรเสียสละออกจากตำแหน่ง แต่มาจนถึงวันนี้สังคมยังไม่ได้เสียงตอบรับจากนายทหารพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์นายนี้ กระทั่งล่าสุดมีการยืนยันออกมาจากกระทรวงกลาโหมว่านายใหญ่แห่งกระทรวงความมั่นคงไม่มีความคิดลาออกจากตำแหน่ง
"ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคงที่จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ เป็นแกนหลักในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความปลอดภัยของสังคมต่อไป" การยืนยันจาก พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม
เท่ากับว่า พล.อ.ประวิตร เลือกเดินฝ่ากระแสกดดันต่อไปแม้ว่ากระแสนั้นจะลามไปถึงรัฐบาลทั้งองคาพยพ ดังนั้นการให้ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งได้มีอยู่ทางเดียว คือ การดำเนินคดีของ ป.ป.ช.
ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ถูกจับตาจากสังคมไม่แพ้กันนับตั้งแต่เกิดเรื่องของ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าประธาน ป.ป.ช.เวลานี้ชื่อ "พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ" ซึ่งอดีตเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร แต่ ป.ป.ช.ก็สามารถเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง ภายหลัง พล.ต.อ.วัชรพล ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้
เมื่อไม่นานมานี้ ป.ป.ช.ได้แถลงต่อสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าวว่า ภายในเดือน ก.พ.จะมีการสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด
ตามขั้นตอน ณ ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง หาก ป.ป.ช.เห็นว่าเมื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติแล้วและเห็นว่าไม่มีมูล ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุด แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ป.ป.ช.ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พล.อ.ประวิตร ต่อไป
การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในความหมายนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง จะนำมาซึ่งอุณหภูมิการเมืองที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า ป.ป.ช.เคยวางบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีของอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมที่เคยยืมรถตู้จากบุคคลอื่น และไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. โดยไม่เพียงแต่ ป.ป.ช.เท่านั้นที่เห็นว่ามีความผิด เพราะศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเป็นที่สุดแล้วว่ามีความผิดเช่นกัน
หาก ป.ป.ช.ตัดสินแตกต่างจากบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาไว้ คงต้องออกแรงตอบสังคมให้เกิดความกระจ่างพอสมควร ไม่ใช่เดินหนีระหว่างการแถลงข่าวเหมือนครั้งที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้วยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก
ในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ต้องยอมรับว่าไม่มีกรอบเวลาที่กำหนดตายตัวแน่นอน บางคดีก็ทำได้เร็ว บางคดีก็ทำได้ช้า แต่ส่วนใหญ่จะอยู่เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 1-2 ปีกว่าคดีนั้นจะถึงมืออัยการสูงสุด
โดยระหว่างการไต่สวน ถ้าว่ากันตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พล.อ.ประวิตร ยังสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ จนกว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลว่า พล.อ.ประวิตร มีความผิดและส่งเรื่องไปให้อัยการสูงสุด
"ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องตามมาตรา 43 (1) หรือ (2) นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะมีคําพิพากษา แล้วแต่กรณี" บทบัญญัติของกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 55
ดังนั้น อนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร ต้องฝากไว้ที่นิ้วเพชรของ ป.ป.ช. แต่ระหว่างทางก่อนถึงวันที่ ป.ป.ช.ชี้ชะตานั้นยังต้องมีขวากหนามที่ต้องฝ่าอีกมาก และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงหรือไม่ เพราะฝ่ายรัฐบาลเองพยายามสร้างเงื่อนไขขึ้นมา โดยไม่มีความพยายามจะปลดล็อกเพื่อสร้างความปรองดองแต่อย่างใด







