
คิกออฟแผนอีอีซี เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน
อนัญญา มูลเพ็ญเมื่อวันที่ 5-6 ก.พ.2561 พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงพื้นที่และประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร นัดแรกของปี 2561 ที่ จ.ตราด และจันทบุรี โดยครั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือการแสดงให้เห็นความเป็นรูปธรรมของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
อนัญญา มูลเพ็ญ
เมื่อวันที่ 5-6 ก.พ.2561 พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงพื้นที่และประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร นัดแรกของปี 2561 ที่ จ.ตราด และจันทบุรี โดยครั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือการแสดงให้เห็นความเป็นรูปธรรมของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
(อีอีซี) และการเชื่อมโยงอีอีซีกับเศรษฐกิจท้องถิ่น
ทั้งนี้ ครม.ได้พิจารณามาตรการสนับสนุนหลายมาตรการ ทั้งด้านการคมนาคมโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การบริหารจัดการน้ำ การผลักดัน ให้ภาคตะวันออกเป็นมหานครผลไม้โลก เป็นต้น
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.ได้รับทราบแผนการบริหารจัดการน้ำและแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับอีอีซี โดยได้มีการคาดการณ์ว่าโครงการอีอีซีและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออก จะทำให้เมืองขยายตัวและมีแรงงานมากขึ้น ปีละประมาณ 1 แสนคน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าภายในปี 2570 จะมีความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ อีอีซีประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ขณะที่ปี 2579 คาดว่าความต้องการใช้น้ำ จะเพิ่มไปเป็น 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน
พร้อมกันนี้ ครม.มีมติรับทราบแผนการพัฒนาเพื่อรองรับการจัดหาแหล่งน้ำของอีอีซีในระยะ 10 ปี และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน ร่วมกันจัดทำแผนเพื่อรองรับการจัดหาแหล่งน้ำและปริมาณน้ำ เพื่อใช้ในอีอีซีในระยะต่อไป โดยมอบหมาย ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการทำแผนงานรองรับความต้องการน้ำในระยะ 20 ปี ซึ่งให้พิจารณาแนวทางการใช้น้ำบาดาลขั้นสูง และการผลิตน้ำจืดจาก ทะเลควบคู่กันไปด้วย
อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ครม.ได้เห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC) มีเป้าหมาย ให้ภาคตะวันออกของไทยเป็นตลาดกลางประมูลผลไม้คุณภาพสูง เบื้องต้นจะตั้งอยู่ที่ นิคมสมาร์ทพาร์ค จ.ระยอง คาดว่าจะใช้เวลา ดำเนินการ 2-3 ปี จะเปิดดำเนินการได้เต็ม ระบบ โดยระยะ 6 เดือนแรกจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อน ซึ่งตามโครงการจะสร้างห้องเย็นสำหรับจัดเก็บ ผลไม้ด้วย โดยจะมีการใช้แนวทางประชารัฐ ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร โดยกำหนดแนวทาง การพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้ เมืองร้อนทั้งสดและแปรรูปให้มีคุณภาพ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประกอบด้วย 1.การกำหนดและส่งเสริมมาตรฐานการผลิตและการค้าผลไม้ เกรดพรีเมียม ทั้ง Q-GAP Thai GAP Thailand Trust Mark โดยจะยกระดับสัดส่วนสินค้า เกรดพรีเมียม เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอยู่ ที่ประมาณ 10% ของผลผลิตรวมให้เพิ่มขึ้น เป็น 20%
2.ส่งเสริมการทำการตลาดผลไม้เกรดรอง โดยการเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เช่น ผลที่รูปทรงไม่สวย แก้ปัญหาโดยการแกะออกมาใส่แพ็กเกจพร้อมรับประทาน 3.การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูป และ 4.การนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้ เช่น การทำน้ำเชื่อมลำไย หรือลำไยไซรัป รับประทานเพื่อสุขภาพ และช่วยดูดซับปริมาณผลไม้ตกเกรดได้มากขึ้น
วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ครม.สัญจรได้รับทราบ มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองและชุมชน ซึ่งเป็นการรวบรวมมาตรการ โครงการ และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเข้ามาไว้ด้วยกัน ทั้งที่เป็นงานด้านสีสันทางด้านการตลาด และงานด้านซ่อมแซมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมาย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2561 ไม่น้อยกว่า 3 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการส่งเสริมให้รายได้จากการท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7% จากปีก่อน และช่วยกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานรากเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ ในด้านการสร้างสีสันทางด้านการตลาด ที่ผ่านมาทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เตรียมจัดทำ 3 โครงการ ภายใต้คำของบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2561 คือ โครงการอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ โก โลคอล เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวในจังหวัดเล็กๆ หรือเมืองรองมากขึ้น โครงการทัวริซึม บิ๊กดาต้า เป็นการสร้างความเข้มแข็งในองค์กรเพื่อเตรียมรับมือการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการท่องเที่ยว และโครงการส่งเสริมและ สร้างความเข้มแข็งของเมืองรอง 55 จังหวัด เพิ่มกระแสการเดินทางไปเมืองรองมากขึ้น
ส่วนด้านการซ่อมแซมและพัฒนาการท่องเที่ยว มีงานสำคัญคือ การขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2561 จำนวน 4,500 ล้านบาท ทั้งการพัฒนาบุคลากร พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก พัฒนาผลิตภัณฑ์ อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และการประชาสัมพันธ์ เป็นต้น รวมทั้งการหาแนวทางการพัฒนาชุมชนเป้าหมายตามศักยภาพชุมชนใน 8 เขตท่องเที่ยว จำนวน 168 ชุมชน การจัดทำโครงการเชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งจะร่วมกับภาคเอกชนส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงอาหาร







