
แรงงานยาหอมปรับค่าแรงปีหน้าแบบก้าวกระโดด
กระทรวงแรงงานคาดปีหน้าปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดแน่นอน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมหารือกระทรวงคลังออกมาตรการทางภาษีแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการด้วย
กระทรวงแรงงานคาดปีหน้าปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดแน่นอน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง พร้อมหารือกระทรวงคลังออกมาตรการทางภาษีแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการด้วย
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าแรงของแต่ละจังหวัดได้ส่งเรื่องมายังคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (คณะกรรมการไตรภาคี) ที่ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ผู้แทนนายจ้างและลูกจ้าง แล้วตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2553 หลังจากนี้คณะกรรมการไตรภาคีจะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเดือนต.ค. โดยการพิจารณาจะปรับให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งคาดว่าการปรับค่าแรงในครั้งนี้ จะเป็นแบบก้าวกระโดด แต่จะสูงถึง 250 บาทหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดยอัตราค่าแรงขั้นต่ำจะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2554
การพิจารณาค่าแรงในครั้งนี้ จะมีการประมวลความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และจะนำข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เข้ามาพิจารณาด้วย เพื่อให้ได้อัตราที่สอดคล้องกับสภาพวะเศรษฐกิจที่เป็นจริง จึงอาจเป็นผลให้ปรับค่าแรงในอัตราก้าวกระโดด
“การปรับค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ จะเป็นการปรับมากกว่าครั้งที่ผ่านมา มากกว่า 1-2 บาท แต่จะถึง 250 หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณา ส่วนการที่หลายฝ่ายออกมาบอกว่าเป็นการชี้นำหรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมอง เพราะทำแล้วสามารถช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ของประเทศได้” นายเฉลิยชัย กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอัตราค่าแรงขั้นต่ำตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดับแรงงานในประเทศ โดยจะเชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) ที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้วเข้ามาร่วมทำงานด้วย โดยอัตราค่าแรงตามาตรฐานฝีมือแรงงานจะทำออกมาเป็นโครงสร้างให้เสร็จภายในปี 2554
อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานเข้าใจว่าการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังให้หาทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน โดยจะใช้มาตรการทางด้านภาษี เช่น การลดการเก็บภาษีเงินได้ การลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร เป็นต้น เพื่อเป็นส่วนที่จะมาส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงคลัง โดยจะพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนเดือนต.ค. หรือให้พร้อมกับการกำหนดอัตราค่าจ้างใหม่ของคณะกรรมการไตรภาคี
สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมไทยต้องไม่ยึดติดกับการใช้แรงงาน แต่ต้องพัฒนาเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้น รวมทั้งต้องเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แรงงานในประเทศมีจำนวนเพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดผลสำรวจทิศทางภาวะการดำเนินธุรกิจในปี 2554 ว่า อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2554 มี 20 กลุ่ม เช่น ยานยนต์ รองเท้า เหล็ก ชิ้นส่วนและอะไหล่ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหาร เป็นต้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีตลาดรองรับจำนวนมาก และผู้ประกอบการยังมีความสามารถในการต่อรองลูกค้าโดยเฉพาะเรื่องราคาที่ปรับขึ้นได้เพื่อชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่า
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มชะลอตัวมี 14 กลุ่ม เช่น สิ่งทอ เครื่องประดับ โรงเลื่อยและโรงอบไม้ เฟอร์นิเจอร์ น้ำตาล พลังงานทดแทน เป็นต้น เนื่องจากสต็อกสินค้าของบางประเทศเริ่มเต็มจึงต้องลดปริมาณการสั่งซื้อเล็กน้อยในระยะหนึ่ง ซึ่งแม้จะชะลอตัวแต่ธุรกิจกลุ่มนี้ยังสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่อุตสาหกรรมที่แย่ลงมี 5 กลุ่ม ประกอบด้วย ปูนซิเมนต์, แกรนิตและหินอ่อน, เซรามิก, พลาสติก, อลูมิเนียม โดยผู้ประกอบการให้เหตุผลว่ามีความกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่สูง, ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น และเป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่หลายประเทศเริ่มหยุดนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“ผลสำรวจของสมาชิกส่วนใหญ่ในอัตรา 43.7% มองว่าการดำเนินธุรกิจในปี 54 จะดีขึ้น แต่สัดส่วน 33.1% มองว่าการดำเนินธุรกิจจะชะลอตัว และ 23.2% ยังมองว่าการดำเนินธุรกิจจะแย่ลง” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







