
ปะการังเทียม กับการอนุรักษ์ (1)
ดร.รุจิระ บุนนาค[email protected] Twitter : @ RujiraBunnagทุกวันนี้จำนวนสัตว์น้ำต่างๆ ในทะเลน่านน้ำไทยลดลงไปมาก จนบางครั้งถึงกับมีการกล่าวว่า สัตว์บางอย่าง เช่น ปลาทูไทยได้สูญพันธุ์ไปแล้วโดยถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์อื่น สหภาพยุโรปได้โจมตีประเทศไทยเกี่ยวกับการจับปลามากเกินไป จนปลาแทบจะหมดทะเล (Over Fishing)
ดร.รุจิระ บุนนาค[email protected] Twitter : @ RujiraBunnag
ทุกวันนี้จำนวนสัตว์น้ำต่างๆ ในทะเลน่านน้ำไทยลดลงไปมาก จนบางครั้งถึงกับมีการกล่าวว่า สัตว์บางอย่าง เช่น ปลาทูไทยได้สูญพันธุ์ไปแล้วโดยถูกแทนที่ด้วยสายพันธุ์อื่น สหภาพยุโรปได้โจมตีประเทศไทยเกี่ยวกับการจับปลามากเกินไป จนปลาแทบจะหมดทะเล (Over Fishing)
การที่ปลาในทะเลไทยลดจำนวนลงมาก เพราะเครื่องมือจับปลาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น อวนลาก อวนรุน การใช้อุปกรณ์โซนาร์หาฝูงปลา ประกอบกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น เพราะภาวะโลกร้อน หรือกระแสน้ำอุ่นเอลนินโญ ทำให้มีผลกระทบต่อปะการังทั่วไป ปะการังตาย เกิดการฟอกขาว
ปะการังยังได้รับความเสียหายจากการลากอวน การดำน้ำท่องเที่ยวแบบขาดการอนุรักษ์ รวมถึงสารเคมี สารพิษต่างๆ ที่มนุษย์ปล่อยลงทะเล แนวปะการังนั้นจัดเป็นที่พักอาศัยของปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ และยังเป็นที่วางไข่ ที่อนุบาลสัตว์น้ำ เป็นที่หลบภัยและแหล่งอาหาร เมื่อแนวปะการังถูกทำลาย ทำให้ปลาไม่สามารถเพาะพันธุ์เจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนปลาที่ถูกจับไปได้
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่จำนวนปลาลดน้อย มีทั้งเรือประมงขนาดใหญ่ที่จับปลาด้วยเทคโนโลยีทันสมัยในเชิงพาณิชย์ ชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือลำเล็กไว้ตกปลาใกล้ๆ ชายฝั่งเป็นอาชีพหลักจับปลาแทบไม่ได้ ชุมชนจึงขาดรายได้และได้รับผลกระทบมาก
ชาวประมงเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเพาะปลูกทำกิน มีแต่ทะเลเป็นแหล่งอาหารและรายได้เพียงอย่างเดียว อีกทั้งปีหนึ่งๆ ยังมีมรสุม สภาวะอากาศ ไม่เป็นใจ ทำให้เรือเล็กของชาวประมงพื้นบ้านนี้ออกหาปลาได้เพียงปีละ ไม่กี่วัน เมื่อประกอบกับจำนวนปลาที่จับได้ลดลง จึงทำให้ชาวประมงพื้นบ้านได้รับความเดือดร้อนมาก
การอนุรักษ์ปะการังเพื่อเพิ่มจำนวนปลา อาจทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกปะการัง โดยเอากิ่งปะการังเขากวางมาใส่ไว้ในท่อพีวีซี แล้วนำไปวางใต้ทะเลเพื่อให้เจริญเติบโต แต่ปะการังธรรมชาติจะเติบโตช้ามาก ไม่เพียงพอและทันต่อความต้องการ ในต่างประเทศได้พยายามเพาะพันธุ์ปะการัง ด้วยการผสมเทียมในหลอดแก้ว แต่ยังอยู่ในขั้นของการทดลองวิจัย และใช้เวลานานมากกว่าปะการังจะเติบโตและขยายพันธุ์ วิธีการนี้จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ภาวะวิกฤตของประมงไทยได้ทันการณ์ คือการสร้างปะการังเทียม
แนวคิดเรื่องปะการังเทียมนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อสมัยโบราณชาวเปอร์เซียได้สร้างแนวปะการังเทียมแล้ว แต่ไม่ใช่เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือนิเวศวิทยา แต่สร้างไว้เพื่อกีดขวางป้องกันเรือข้าศึก
การสร้างปะการังเทียมเพื่อระบบนิเวศนี้เกิดขึ้นจากชาวประมงญี่ปุ่น สังเกตว่าบริเวณซากเรือจมหรือที่มีกองไม้จมทับถมอยู่ใต้ทะเล จะมีปลาไปชุมนุมกันอยู่หนาแน่น จึงได้เกิดความคิดที่จะสร้างบ้านของปลา หรือปะการังเทียมนี้ ขึ้นมา เพื่อให้ปลาอยู่อาศัยขยายพันธุ์ หลบภัย ทั้งจากปลาด้วยกัน และจาก ภัยธรรมชาติต่างๆ อุปกรณ์ที่นำมาสร้างปะการังเทียม เป็นอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น นำกิ่งไม้มาผูกกันให้ลอยอยู่ในระดับกลางน้ำ โดยมีถุงทรายถ่วงอยู่ด้านล่างเพื่อรักษาระดับ ซึ่งได้ผลดีทำให้มีสัตว์น้ำในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก
ทางด้านสหรัฐอเมริกาเอง เมื่อประมาณ 30 ปีก่อนได้ใช้ยางรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้แล้วมัดติดกัน เหยือกน้ำพลาสติก เหยือกน้ำที่คลุมด้วยตาข่าย ท่อพีวีซี โฟม ท่อเหล็ก แห อวนต่างๆ วางไว้ใต้ทะเล แต่วัสดุเหล่านั้นก่อให้เกิดมลพิษกับสภาพแวดล้อมใต้ทะเลในภายหลัง เพราะวัสดุที่ใช้ผูกถูกกัดกร่อนทำให้ยางรถยนต์กระจัดกระจายไปทั่ว ไม่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ปัจจุบันทั้งมลรัฐฟลอริดาและแคลิฟอร์เนีย ได้พยายามเก็บยางรถยนต์นับล้านวงและขยะเหล่านั้นขึ้นจากทะเล โดยเก็บยางรถยนต์ขึ้นจากทะเลวันละหลายร้อยวงด้วยกัน
ประมงได้เริ่มใช้ทางมะพร้าวมาผูกต่อกันแล้วนำไปวางในทะเล มีชื่อเรียกว่า "มีนนิเวศ" ต่อมา กรมประมงได้พยายามหาวัสดุหลากหลายมาใช้ เช่น ปลอกบ่อคอนกรีตที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมถึงแผ่นคอนกรีตมาทดลองใช้ แต่ไม่ได้ผลดีนัก เพราะมีอายุการใช้งานไม่นาน และวัสดุกระจัดกระจายไม่รวมกันเป็นกลุ่มให้ปลามาอาศัยอยู่
ต่อมาทางกองทัพได้มอบรถถัง เรือรบ รถราดน้ำที่หมดอายุการใช้งานให้กรุงเทพมหานครได้มอบรถขยะเก่าที่หมดสภาพ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มอบตู้รถไฟสินค้าที่หมดอายุใช้งานให้ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้มอบลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้าที่ปลดออกจากระบบรับส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า กรมทางหลวงได้ส่งมอบท่อคอนกรีตที่ชำรุดให้ เพื่อให้กรมประมงนำไปวางในทะเลเป็นปะการังเทียม
นอกจากนี้ กรมประมงได้ออกแบบเป็นแท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมจตุรัสแบบโปร่ง (Dice Block) ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ปะการังเทียมซึ่งสร้างขึ้นเองเหล่านี้ทำจากคอนกรีต ที่กันการกัดกร่อนของน้ำทะเลได้เรียกว่า "มาลีนไทด์"
การวางปะการังเทียมต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เช่น ความลึก ความใกล้ปากแม่น้ำ สภาพพื้นทะเล หากวางในบางพื้นที่อาจไม่มีสัตว์น้ำมาอาศัยและอาจจะกีดขวางการเดินเรือ
การวางปะการังเทียม ตั้งแต่ปี 2552 มีการวางทั้งหมด 362 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน เป็นผลให้บริเวณที่มีการจัดวางปะการังเทียมนั้น มีปลาและสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก สัตว์น้ำบางชนิดที่หายากกลับพบว่ามีเพิ่มมากขึ้น ชาวประมงจับได้มากขึ้น มีปะการังเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก
ปะการังเทียมประเภทลูกถ้วยฉนวนไฟฟ้ายังมีฟองน้ำทะเลซึ่งเป็นตัวกรองตะกอนในน้ำมาเกาะ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยังได้วิเคราะห์ว่า ไม่เคยพบในอ่าวไทยมาก่อน อันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่ดีของบริเวณที่มีการวางปะการังเทียม
ปะการังเทียมจึงมีส่วนช่วยระบบนิเวศทางทะเลไทยให้ดีขึ้น n







