posttoday
มุมมองประเด็น ทุจริต-กลไกสังคม (2)

มุมมองประเด็น ทุจริต-กลไกสังคม (2)

01 กุมภาพันธ์ 2561

ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิฉบับที่แล้วกล่าวถึงหัวใจสำคัญในการป้องกันและต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น กล่าวถึง กลไกควบคุมหรือกิจวัตร (Steering Mechanism) เน้นหลักปัจจุบันทันที สม่ำเสมอ ตลอดเวลา ต่อเนื่อง แน่วแน่ มั่นคงและยั่งยืน

ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิ

ฉบับที่แล้วกล่าวถึงหัวใจสำคัญในการป้องกันและต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น กล่าวถึง กลไกควบคุมหรือกิจวัตร (Steering Mechanism) เน้นหลักปัจจุบันทันที สม่ำเสมอ ตลอดเวลา ต่อเนื่อง แน่วแน่ มั่นคงและยั่งยืน

หากพิจารณาอย่างพิถีพิถันแล้ว จะมองเห็นแก่นแท้เป็นวงจรวินิจฉัยไตรสิกขา (Tri-Diagnosis) ด้วยเหตุผลวิจารณญาณคือ ให้ทำห้ามทำ เจริญกิจเจริญจริต ศีลและธรรม (Pre-Diagnosis) ฝึกฝนเจริญจิตเจริญสติ สมาธิ สัมปชัญญะ (Para-Diagnosis) และขัดเกลาเจริญคติเจริญปัญญา (Post-Diagnosis)

สามเกลียวเปรียบเหมือนร่างแห่งสายใยตาข่ายรอบทิศพหุมิติพหุภาค (Plexus) ร้อยรัดผูกพันกันจากข้างในออกไปข้างนอก (Inside-Out) จากข้างนอกเข้ามาข้างใน (Outside-In) โยงใยกันไปทุกทิศทุกทาง (All-Around) จึงมีลักษณะเป็นแบบทวนซ้ำเชิงซ้อน (Recursive) ดังนั้น ประสิทธิผลของแต่ละระดับจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของระดับย่อยลงไปทุกชั้นตามลำดับ จนถึงระดับบุคคล ระดับยิ่งสูงห่างออกไปจากจุดปลายคือ ตัวเอง คติหลักก็อ่อนกำลังลงและมีประสิทธิผลลดลงอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเร่ง ทำให้มักมองว่าตัวเองเป็นแค่จุดเล็กที่ปลายเหตุเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแต่ละคนล้วนเป็นจุดศูนย์กลางที่ ต้นเหตุ (Self) แม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นแค่จุดเล็ก แต่โดยรวมระดับบุคคลมีจุดมากมายหลากหลายเป็นแหล่งกำเนิดความเห็นแก่ตัว (Selfish) จุดเกิดแห่งปัญหา

คนทั่วไปมักสับสนระหว่างส่วนรวมกับส่วนใหญ่ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของหลายปัญหาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน แล้วนำไปอ้างหรือใช้ชี้แจงอธิบายกันอย่างไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทั้งส่วนร่วมและส่วนรวม ส่วนใหญ่แสดงถึงสภาพที่มีความแตกต่างจากส่วนอื่นส่วนน้อย จึงมีความเสี่ยงที่อาจเกิดความขัดแย้งกลายเป็นความแตกแยก จนขยายเป็นความแตกหักได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้อย่างรอบคอบเหมาะสมส่วนใหญ่ก็มีประโยชน์

ส่วนรวมมักนิยมใช้กันด้วยนัยเชิงบวก (Positive Connotation) อย่างไรก็ตาม ส่วนรวม หมายถึงความเห็นชอบยอมรับยอมตาม (Acceptance) โดยปราศจากการปฏิเสธ ต่อต้านโต้แย้งคัดค้าน (Defiance) ต่อวัตถุประสงค์อันใดอันหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นคุณหรือโทษ เชิงบวกหรือลบก็ตาม มีลักษณะเสมือนหนึ่งเดียว แม้จากส่วนต่างก็กลมกลืนกัน ทั้งนี้ ไม่ขึ้นกับปริมาณไม่ว่าจำนวนคนหรือสัดส่วน แต่เน้นที่คุณภาพ ส่วนรวมจึงเพียงคล้ายคลึงแต่ไม่เหมือนกับส่วนใหญ่เสมอไป

อนึ่ง สำหรับส่วนรวม การรวมตัวต้องเริ่มมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ร่วมกันคือ ส่วนร่วม แล้วขยายตัวขยายฐานร่วมออกให้กว้างขวางครอบคลุมทั่วถึง เช่น แนวร่วมการต่อต้านทุจริตเป็นตัวอย่างของความตั้งใจดี จับมือกันโดยมีข้อตกลงว่าแต่ละองค์กรจะไม่กระทำทุจริต แต่ไม่ได้ผูกพันว่าจะห้ามปรามขัดขวางคนอื่นสมาชิกอื่น หรือต่างจะกระทำสุจริตประการใดให้สอดคล้องกันเสมือนเป็นองค์กรหรือกลุ่มสังคมหนึ่งเดียว ไม่ใช่เห็นร่วมกันเพียงแนวเดียวหรือบางแนว เป็นต้น

ส่วนใหญ่ ส่วนร่วมและส่วนรวม อาศัยหลักเดียวกันคือ กำลังแปรผันตามขนาด (Scale) ด้วยสามัคคีปรองดอง (Harmony) พร้อมเพรียงกลมเกลียว เอกภาพ (Unity) สามัคคีคือพลัง เฉกเช่น ความแข็งแกร่งของลำไผ่จำนวนมากที่ถูกผูกมัดเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา ดำรงรักษาสถานภาพไว้ด้วยแรงดึงดูดและแรงผลักดันทั้งสองทาง ได้แก่ ทางหนึ่ง ด้วยรักเมตตากรุณา (Benevolence) ปรานีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูลแบ่งปัน ใจบุญสุนทานโอบอ้อมอารีบริจาคทำทาน มีน้ำใจไมตรีให้อภัยอโหสิ กับวิริยอุตสาหะ (Perseverance) พากเพียรขยันพยายาม มิตรภาพ (Utility) ดึงเข้าหาความดีงาม และอีกทางหนึ่ง ด้วยขันติโสรัจจะ (Forbearance-Suavity) อดทนอดกลั้นสงบเสงี่ยมอ่อนโยน กับหิริโอตตัปปะ (Shame-Fear) อายละอายใจเกรงกลัว อันตรภาพ (Ungeniality) ดันหนีห่างความชั่วร้าย ทั้งนี้ โดยไผ่แต่ละลำยังคงเป็นลำไผ่ของตัวเองเช่นเดิม หัวใจจึงต้องรักษาดุลยภาพของคติหลักสามเกลียว อย่างแน่วแน่มั่นคงเพียงพอเหมาะสมสม่ำเสมอต่อเนื่องในทุกระดับสังคม

คติหลักสามเกลียวมีคุณสมบัติแบบพร้อมกัน พยุงพึ่งพา พยายาม พัฒนาและแพร่กระจายระหว่างระดับในทุกระดับนั่นคือ ทุกคนในแต่ละระดับ ต่างต้องมีบทบาทหน้าที่ครบทั้งสามเกลียว ทั้งต่อตนเอง และต่อคนอื่นในระดับเดียวกัน รวมถึงต่อคนอื่นต่างระดับกันด้วย เช่น แนวร่วมการต่อต้านทุจริตอาจประสบความสำเร็จได้ หากทุกสมาชิกมีประสิทธิผล ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำเหมือนกัน และพัฒนายกระดับไปด้วยกัน โดยมีข้อตกลงร่วมตามแนวสามเกลียวให้แผ่กว้างซึมลึกลงไปในแต่ละองค์กรสมาชิก ไม่ใช่เฉพาะส่วนเฉพาะด้านเฉพาะชื่อ เป็นต้น

ในสังคมทุกระดับ ทุกคนต้องมีสำนึกต่อคนอื่นต่อองค์กรต่อสังคมเหมือนต่อตัวเอง ต้องรู้สึกนึกคิดว่าตนเป็นส่วนทั้งหมดส่วนเดียวกันกับสังคม ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งส่วนน้อย เพราะไม่ว่าคนใดส่วนใดก็ตาม ทุกคนทุกส่วนล้วนเชื่อมโยงและมีผลกระทบต่อกันและกัน ต้องคิดถึงสังคมเสมือนว่าเป็นตัวเองนั่นคือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา อันเป็นความหมายที่แท้จริงของส่วนรวมตามที่ควร จะเป็น ซึ่งไม่ใช่ตีความเข้าข้างตนเองว่าการเป็นส่วนหนึ่งส่วนน้อยนั้นคงไม่มีสาระสำคัญไม่มีผลกระทบใด หรือตีความว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ตนเองมีสิทธิความอิสระเสรีเอกเทศ เข้าลักษณะของการไม่เห็นแก่สังคมไม่เห็นแก่ส่วนรวม ซึ่งเป็นการละเลยบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือตรงกันข้าม การตีความหมายเหมาเอาสังคมเป็นของตัวเอง เข้าลักษณะของการเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ เอาเปรียบสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม

ดังนั้น สำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบนี้ จึงมีขอบเขตกว้างเกินกว่าหน้าที่ในการงานตามที่เข้าใจหรือใช้กันทั่วไป เพราะหมายความรวมถึงหน้าที่ มนุษยชนประชาชนพลเมือง (Civil Duty) ต่อทั้งโลก หรืออาจเรียกว่า พันธสังคม (Social Obligation) เป็นสัญญาทางสังคม ไม่ใช่แค่ความรับ ผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) หรือ CSR ตามที่นิยมอ้างถึง ในวงการธุรกิจ ไม่ว่าเชิงเศรษฐกิจหรือสิ่งแวดล้อมก็ตาม n

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69