
ศรัทธาผูกพันพระคู่ใจ เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร
เวลาลงล็อกพอดิบพอดี ขอชวนผู้อ่านขึ้นลิฟต์ไปกับผู้เขียน
โดย เอกชัย จั่นทอง
เวลาลงล็อกพอดิบพอดี ขอชวนผู้อ่านขึ้นลิฟต์ไปกับผู้เขียน ชวนไปชมพระเครื่องของรักของหวงของแหล่งข่าวคนสำคัญท่านหนึ่ง โดยเป้าหมายอยู่ที่ชั้น 3 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ถึงหมุดหมายห้องทำงานแหล่งข่าวทักทายสวัสดีกันตามมารยาท ก่อนจะฉายบทสนทนากับ “พี่โจ้” เกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่ใครก็รู้จักผู้ชายคนนี้อย่างดี จะเรียกว่าเป็น “แบรนด์แอมบาสซาเดอร์” กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เลยก็ไม่น่าจะผิดฝาผิดตัว
เรื่องส่วนตัวนั้น “พี่โจ้” พื้นเพเติบโตใน จ.ฉะเชิงเทรา เริ่มต้นรับราชการครั้งแรกตำแหน่ง “นิติกร” ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. นานนับสิบปี ก่อนโอนย้ายมาเป็นเลขานุการกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จนเติบโตอยู่ในกรมคุ้มครองสิทธิฯ มาตลอด ผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งผู้อำนวยการกองส่งเสริมการระงับข้อพิพาท ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการส่งเสริมการระงับข้อพิพาท ปัจจุบันนั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ
กระนั้น ไม่ลืมถามถึงพระเครื่องของรักให้ผู้อ่านได้ชมเหมือนเดิม หากแต่อาจคาดเดากันได้บ้างแล้วว่า “พี่โจ้” น่าจะแขวนพระเครื่ององค์ใด ทว่าเป็นอื่นใดไม่ได้นอกเสียจากพระหลวงพ่อโสธร ปี 2494 เนื้อเงิน วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากที่บ้านมีความผูกพันกับวัดแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก ถัดมาคือพระยอดขุนพล กรุนาน้อย จ.น่าน และองค์สุดท้ายพระเนื้อดินตระกูลขุนแผน
ส่วนประสบการณ์ “พี่โจ้” ชวนย้อนไปในอดีตว่า เป็นเหตุการณ์ที่จดจำได้อย่างดี เกิดเหตุโจรขึ้นบ้านขโมยพระเครื่องไปจำนวนมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าคนร้ายมองไม่เห็นพระหลวงพ่อโสธร ปี 2494 จำนวน 3 องค์ ที่วางอยู่ตรงหน้าตู้พระ เมื่อเข้าไปตรวจสอบในบ้านพบว่าพระทั้ง 3 องค์ตกอยู่ในร่องซอกพื้นบ้าน คนร้ายไม่ได้พระหลวงพ่อโสธรไปเลย ไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะมองไม่เห็น เนื่องจากคนร้ายยังนั่งกินเหล้าในบ้านเลือกพระอย่างใจเย็น
“พระหลวงพ่อโสธรทั้ง 3 องค์ ย่าให้ไว้เพื่อความสิริมงคล พี่นำมาแขวนเอง 1 องค์ ส่วนอีก 2 องค์ให้พ่อและเพื่อนไปคนละ 1 องค์ ทุกวันนี้ยึดเหนี่ยวแนวทางของพระพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิตตลอด และคิดเพียงแต่มุ่งหวังจะช่วยเหลือประชาชน เพราะด้วยตำแหน่งหน้าที่ทำงานอยู่ในกรมคุ้มครองสิทธิฯ จึงต้องดูแลเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำให้หมดไป แม้อาจเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ก็ตาม”
เกิดโชค ยังเปิดใจเล่านาทีชีวิตหลังพ้นความตาย ครั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยปี 2554 บ้านพักย่านแจ้งวัฒนะถูกน้ำท่วมหนักนานกว่า 4 เดือน จนขี้ตะไคร่ขึ้นเยอะมากต้องทำความสะอาด ต้องล้างอยู่นาน กลับดันเกิดอาการป่วยแล้วไปพบหมอ ปรากฏว่าต้องนอนโรงพยาบาลนานกว่าสัปดาห์ สาเหตุน่าจะมาจากเศษขี้ตะไคร่ที่ขัดทำความสะอาดบ้านเข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้ปอดทำงานลำบากหายใจไม่สะดวก ก่อนจะตัดสินใจขอหมอกลับมาพักฟื้นที่บ้านต่อดีกว่า
ชีวิตหลังความตายถูกถ่ายทอดต่อว่า หลังมาพักฟื้นอยู่บ้านก็พยายามสวดมนต์ แต่สวดไม่ไหวสวดแต่ละครั้งได้เพียงคำสองคำเหงื่อไหลพลั่ก เหมือนร่างกายได้ทำงานจนสุดท้ายสามารถสวดมนต์ได้ทุกคำ ต้องป่วยแบบนี้นานกว่า 6 เดือนจึงหาย เพียงเพราะการสวดมนต์เท่านั้น ส่วนเพื่อนข้างบ้านที่ป่วยเหมือนกันกลับเสียชีวิตไป ถือว่าโชคดีได้ชีวิตใหม่ “รอดตายเพราะการสวดมนต์”
ในแง่หนึ่ง ส่วนตัวของ “พี่โจ้” มักเข้าวัดทำบุญอยู่เสมอ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่แปลกกว่าคนอื่น ทุกครั้งจะภาวนาขอพรแค่ให้การทำงานทุกอย่างราบรื่น โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชน ให้สำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ ไม่เคยขอพรให้กับตัวเองต้องมีโชคมีลาภหรือสำเร็จอะไร เนื่องจากสิ่งที่ได้ช่วยเหลือประชาชนคือความดีคือบุญกุศลที่จะคุ้มภัยอยู่แล้ว
เส้นทางชีวิตรับราชการเหลืออีก 7 ปี เจ้าตัวมุ่งหวังสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม วาดหวังว่าจะสร้าง “อนุสาวรีย์ผลงาน” ให้คนได้จดจำหลังเกษียณราชการไป







