
‘คริปโต มัลแวร์’ ภัยมืดสั่นคลอนโลกไซเบอร์
ท่ามกลางความนิยมเงินดิจิทัล หรือคริปโต เคอร์เรนซี อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ท่ามกลางความนิยมเงินดิจิทัล หรือคริปโต เคอร์เรนซี อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลให้สกุลเงินดิจิทัลใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย จนมีจำนวนราว 1,500 สกุลเงิน แต่ความนิยมที่ว่านี้กำลังขับเคลื่อนให้ “คริปโต มัลแวร์” หรือมัลแวร์เหมืองขุดเงินดิจิทัล กลายเป็นภัยมืดล่าสุดที่กำลังลุกลามบนโลกไซเบอร์
คริปโต มัลแวร์ คือมัลแวร์ที่แฮ็กเกอร์แอบปล่อยเข้าไปในหน้าเว็บต่างๆ เพื่อดึงกำลังประมวลผลราว 65% ของซีพียูคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนไปใช้ขุดเหมืองเงินดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องทำงานช้าลง โดยเมื่อยิ่งมีผู้เข้ามายังเว็บไซต์ที่มีมัลแวร์ดังกล่าวมากขึ้น แฮ็กเกอร์ก็จะยิ่งขุดเงินดิจิทัลได้มากขึ้นและมีรายได้มากขึ้นกว่าเดิม
เช็ก พอยต์ บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระบุเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า ธุรกิจทั่วโลกถึง 55% ตกเป็นเป้าหมายของคริปโต มัลแวร์ โดยเฉพาะเว็บไซต์สตรีมมิ่งเพลงหรือให้บริการแชร์ไฟล์ ด้าน แอดการ์ด บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยี พบว่า จากบรรดาเว็บไซต์กว่า 3 ล้านเว็บทั่วโลก มีเว็บถึง 2,500 แห่งที่มีคริปโต มัลแวร์แฝงตัวอยู่ในระบบ
ล่าสุดนั้น “ยูทูบ” แพลตฟอร์มแชร์เพลงและวิดีโอชื่อดังของ กูเกิล ยักษ์ไอทีสหรัฐ เผชิญปัญหาคริปโต มัลแวร์ เช่นกัน โดยอาร์สเทคนิกา เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ยูทูบจำนวนมากพบว่าโปรแกรมแอนตี้ไวรัสในคอมพิวเตอร์ตรวจจับ
คริปโต มัลแวร์ได้เมื่อเข้าเว็บยูทูบเมื่อ วันที่ 24 ม.ค.
หลังการพบคริปโต มัลแวร์ดังกล่าว เทรนด์ ไมโคร ผู้ให้บริการโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ระบุว่า แฮ็กเกอร์ได้เจาะเข้าไปในระบบ ดับเบิ้ลคลิก ของกูเกิล ซึ่งมีไว้สำหรับพัฒนาและให้บริการด้านการลงโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อแพร่กระจายคริปโต มัลแวร์ โดยดับเบิ้ลคลิกนั้นมีกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ทั่วโลก ตั้งแต่บริษัทโฆษณาต่างๆ ไปจนถึงธุรกิจรายใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์ ยักษ์เทคโนโลยี และเจนเนอรัล มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังจากสหรัฐ
เทรนด์ ไมโคร เสริมว่า การฝังคริปโต มัลแวร์ เข้าไปในโฆษณาออนไลน์ส่งผลให้กิจกรรมการขุดเหมืองเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า โดย คอยน์ไฮฟ์ ซึ่งเป็นมัลแวร์สำหรับใช้ขุด โมเนโร (Monero) เงินดิจิทัลสกุลหนึ่ง เพิ่มขึ้นมามากที่สุดถึงเกือบ 285% ในวันที่ 24 ม.ค. ขณะที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์ขุดเงินดิจิทัลดังกล่าว ประกอบด้วย ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน อิตาลี และสเปน
ด้านกูเกิลประกาศในภายหลังว่า บริษัทจัดการแก้ไขปัญหาคริปโต มัลแวร์แล้วภายในเวลา 2 ชั่วโมง หลังพบรายงานดังกล่าว และได้บล็อกการแสดงโฆษณาที่มีปัญหามัลแวร์ และขจัดคริปโต มัลแวร์ดังกล่าวออกไปจากระบบแล้ว อย่างไรก็ดี กูเกิลไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงเวลาที่พบมัลแวร์ดังกล่าวในระบบ ซึ่งเทรนด์ ไมโคร ระบุว่า พบคริปโต มัลแวร์อยู่ในระบบโฆษณายูทูบมานับตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค.
นอกจากยูทูแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานพบคริปโต มัลแวร์ชื่อ “ดิ๊กไมน์” ใน “แมสเซนเจอร์” แพลตฟอร์มแชตของ เฟซบุ๊ก ยักษ์โซเชียลมีเดีย ซึ่งทำงานเมื่อผู้ใช้เปิดโปรแกรมดังกล่าวบนคอมพิวเตอร์ โดยดิ๊กไมน์จะเข้าไปควบคุมบัญชีผู้ใช้แมสเซนเจอร์ แล้วส่งลิงค์ติดตั้งโปรแกรมเหมืองขุดเงินดิจิทัลผ่านแชตไปยังผู้ใช้รายอื่นๆ ซึ่งจะทำงานอัตโนมัติเมื่อเปิดหน้าต่างแชตดังกล่าวขึ้นมา โดยเทรนด์ ไมโครระบุว่า มีประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมัลแวร์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก รวมถึงเกาหลีใต้ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย
ทั้งนี้ ซิสโก ทาลอส บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ระบุว่า คริปโต มัลแวร์กำลังจะกลายเป็นแนวทางการหาเงินใหม่ของแฮ็กเกอร์และอาชญากรไซเบอร์อื่นๆ แทนการเข้าไปเจาะระบบแบบเดิม เนื่องจากมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน แต่สามารถทำเงินได้มากกว่า โดยคาดว่า คริปโต มัลแวร์ อาจทำเงินให้แฮ็กเกอร์ได้กว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,138 ล้านบาท) ต่อปี ในกรณีที่มีเหยื่อติดมัลแวร์ดังกล่าวหลายล้านราย
“เมื่อมองเรื่องผลตอบแทนแล้ว คริปโต มัลแวร์จะทำเงินในระบบทั่วๆ ไปได้ราว 0.25 ดอลลาร์/วัน หมายความว่า สมมติว่ามีเหยื่อประมาณ 2,000 ราย ก็จะทำเงินได้ 500 ดอลลาร์/วัน (ราว 1.5 หมื่นบาท) หรือคิดเป็น 1.82 แสนดอลลาร์/ปี (ราว 5.7 ล้านบาท)” ซิสโก ทาลอส ระบุ







