
เร่งสกัดจุดอ่อน ดันเศรษฐกิจเทคออฟ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 และปี 2561 ของกระทรวงการคลังเมื่อสิ้นเดือน ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้ปรับการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2560 จะขยายตัว 4% จากเดิม 3.8% และปี 2561 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ 3.8%
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 และปี 2561 ของกระทรวงการคลังเมื่อสิ้นเดือน ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้ปรับการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2560 จะขยายตัว 4% จากเดิม 3.8% และปี 2561 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยคาดไว้ 3.8%
สำหรับการประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขยายตัวได้ เต็มศักยภาพตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ที่ 4-5% ต้้งแต่ปีที่ผ่านมา และปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเทคออฟขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2560 โต 4% สูงสุดในรอบ 5 ปี และยังขยายตัวต่อเนื่องจนถึงปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.2%
การประมาณการของกระทรวงการคลังสอดคล้องกับการประมาณการเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 4.1%
ขณะที่รอบต่อไปเป็นคิวของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะปรับประมาณการเศรษฐกิจ ก็คาดการณ์ได้ว่าจะให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4% เป็นอย่างต่ำเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปีนี้ก็ยังมีความเสี่ยงและจุดอ่อนหลายเรื่อง ที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สะดุด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลรู้เป็นอย่างดี และได้พยายามเสริมจุดแข็ง และอุดจุดอ่อนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเทคออฟขึ้นสูงได้อย่างไม่มีปัญหา
สำหรับจุดอ่อนด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ หนีไม่พ้นเรื่องการเมืองไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนเลือกตั้ง กระทรวงการคลังออกมายืนยันทันที ว่าไม่กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเลื่อนเลือกตั้งเพียงแค่ 3 เดือน ไม่ใช่เลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และนักลงทุนก็ไม่ได้หวั่นวิตกกับเรื่องการเลื่อนเลือกตั้ง เพราะตลาดหุ้นที่ตกลงก็ปรับขึ้นต่อไป
ขณะที่นักลงทุนภาคเอกชน ก็หนุนการเลื่อนเลือกตั้ง เพราะอยากให้รัฐบาลนี้บริหารเศรษฐกิจทั้งปีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรอยต่อของงบประมาณปี 2561 กับงบประมาณปี 2562 ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ที่มีเม็ดเงินลงทุนรวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท ก็จะทำให้การลงทุนภาครัฐ ต่อเนื่อง เอกชนก็มีความมั่นใจที่จะลงทุนตามรัฐบาลมากขึ้น
ด้าน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาระบุว่า นักลงทุนญี่ปุ่นเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเป็น 2 เท่า ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจขยายตัวได้ดีจริง และปัญหาการเลื่อนเลือกตั้งไม่ได้กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน
แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยการเร่งออกกฎหมายการลงทุนระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่จะเป็นเรือธงในการดึงเงินลงทุนภาคเอกชนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ที่จะเป็นเครื่องมือใหม่ในการระดมทุนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล โดยที่ไม่เป็นภาระงบประมาณและไม่ทำให้เงินกู้เพิ่มมากขึ้น การออกมาพูดและให้ความสนใจเรื่องเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ย่อมทำให้ภาคเอกชนและนักลงทุนเชื่อมั่นเศรษฐกิจมากขึ้น
จุดอ่อนของเศรษฐกิจปีนี้ ยัง มีเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน จนผู้ส่งออกเริ่มออกมาร้องว่าได้รับผลกระทบทำให้รายได้หายมากขึ้นทุกวัน กระทรวงการคลังก็มา ส่งสัญญาณทันทีว่า ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทปี 2561 จะแข็งค่าเพิ่มมากขึ้นจากปี 2560 แต่ก็จะมีความผันผวนน้อยกว่า โดยค่าเงินบาทของไทยปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 33.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 3.8% จากค่าเฉลี่ยของปี 2559 และค่าเงินบาทปี 2561 เฉลี่ย ทั้งปีจะอยู่ที่ 32.25 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปี 2560
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังแข็งค่าใกล้เคียงกับสกุลอื่นๆ ที่เป็นประเทศ คู่ค้าที่สำคัญ ทำให้ผู้ส่งออกของไทยยังไม่เสียเปรียบมาก ทำให้การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ดี โดยปี 2560 ขยายตัวได้ถึง 10% และปี 2561 จะขยายตัว 6.6% ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น แต่การขายสินค้าได้มากขึ้น จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี
ด้าน ธปท.ก็ออกมาแถลงว่าได้ตักเตือนธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ที่มีการทำธุรกรรมทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกมั่นใจการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมากขึ้น เพราะการออกมาตักเตือนดังกล่าวเหมือนมาตรการไม้แข็งปรามไม่ให้ธนาคารพาณิชย์เก็งกำไรค่าเงิน จนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากขึ้น
จุดอ่อนเศรษฐกิจล่าสุดคือการปรับเพิ่มค่าแรง ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น กระทบกับการดำเนินกิจการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการบรรเทารองรับทันที โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะช่วยบรรเทาผล กระทบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ 4 แสนราย ที่อยู่ในระบบภาษีของกรมสรรพากรที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน เพราะค่าจ้างแรงงานเป็นต้นทุน 30% ของต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด
มาตรการลดหย่อนภาษีครั้งนี้ ให้ ผู้ประกอบการนำค่าจ้างรายวันที่จ่ายให้กับลูกจ้างเพิ่มมากขึ้นมาหักลดหย่อนภาษีได้ทั้งจำนวน 1.15 เท่า ได้ตั้งแต่ 1 เม.ย.-31 ธ.ค. 2561 ซึ่งดีกว่ามาตรการลดหย่อนภาษีตอนขึ้นค่าแรง 300 บาทในอดีต ที่ให้แค่ส่วนที่จ่ายเพิ่มมาหัก ลดหย่อนภาษีเท่านั้น โดยมาตรการนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ถึง 4 แสนราย ทั้งที่มีกำไรและไม่มีกำไรได้ประโยชน์ทั้งหมด เพราะผู้ประกอบการที่มีกำไรก็จะทำให้เสียภาษีลดลง ส่วน ผู้ประกอบการที่ขาดทุนก็จะทำให้ผลขาดทุนลดลงหรือมีกำไร และหากยังขาดทุนอยู่ก็ยังนำผลขาดทุนไปเครดิตภาษีได้อีก 5 รอบบัญชีภาษี
สำหรับจุดอ่อนเศรษฐกิจปี 2561 ที่สำคัญอีกเรื่อง คือ เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจภาพใหญ่ ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง ทั้งการออกมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวท้องถิ่นและชุมชนได้ 2 เท่า การเร่งมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเฟส 2 ด้วยการฝึกอาชีพสร้างงานเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย การตั้งงบประมาณกลางปี 2561 เพิ่มเติมอีก 1.5 แสนล้านบาท ทั้งหมดก็ทุ่มไปกับการ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั้งหมด
ทั้งหมดจะเห็นว่า ถึงเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เต็มศักยภาพ 4-5% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ แต่รัฐบาลก็ไม่ประมาทกับความเสี่ยงและจุดอ่อน ทางเศรษฐกิจ โดยมีมาตรการออกมารองรับในทุกด้านเพื่อเสริมให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เทคออฟให้ได้สูงที่สุด n







