posttoday
หมอประชารัฐ ผ่าตัดหนี้คนจน???

หมอประชารัฐ ผ่าตัดหนี้คนจน???

29 มกราคม 2561

กนกวรรณ บุญประเสริฐในวันที่ 1 ก.พ. 2561 ถือเป็นวันดีเดย์เริ่มโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นโครงการให้ความช่วยเหลือระยะที่ 2 แก่ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ซึ่งเดิมที่ตั้งเป้าหมายช่วยเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี หรือตก 2,500 บาท/เดือน ถือว่าต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งมีอยู่ราว 5.3 ล้านคน

กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ในวันที่ 1 ก.พ. 2561 ถือเป็นวันดีเดย์เริ่มโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นโครงการให้ความช่วยเหลือระยะที่ 2 แก่ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ซึ่งเดิมที่ตั้งเป้าหมายช่วยเฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี หรือตก 2,500 บาท/เดือน ถือว่าต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งมีอยู่ราว 5.3 ล้านคน

แต่สุดท้ายรัฐบาลต้องการเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มาลงทะเบียนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองได้ จึงเปิดให้คนที่มาลงทะเบียนทั้ง 11.4 ล้านคน แจ้งความประสงค์ขอเข้าโครงการครั้งนี้ได้ทั้งหมด

ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ม.ค. 2561 เห็นชอบมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีสาระสำคัญสรุปได้ 4 เรื่อง คือ การวิเคราะห์และให้ความช่วยเหลือผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายบุคคล โดยจัดให้มีผู้ดูแลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (Account Oficer หรือ AO) หรือเรียกกันแบบชาวบ้านว่า ทีมหมอประชารัฐสุขใจ (ปรจ.)

เพื่อทำหน้าที่สำรวจสภาพข้อเท็จจริง สอบถามความประสงค์ และให้คำแนะนำแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม คาดว่าจะมีทั้งหมด 7,000 คน โดยหลักๆ จะมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น เกษตรอำเภอ เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อบต. รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้แก่ ธนาคารเพื่้อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จำนวน 2,000 คน ธนาคารออมสินจำนวน 1,500-2,000 คน จะลงพื้นที่ประกบเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจอาการของโรค ของคนที่มาลงทะเบียนเพื่อขอรับการฝึกอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะมีคนมาลงทะเบียนเท่าไร จะรู้แน่ชัดหลังการปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 1-28 ก.พ. 2561

หลังจากนั้นในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. หมอประชารัฐสุขใจเข้าสำรวจและประชุมเพื่อจัดยาให้ตรงกับโรค แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เช่น พวกที่อยู่ในวัยแรงงาน ต้องวินิจฉัยว่าเพราะอะไรถึงมีรายได้น้อย โดยมีโครงการเพื่อรองรับมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการในทุกมิติรวมกว่า 34 โครงการ จากความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐอย่างน้อย 13 หน่วยงาน (6 กระทรวง 3 ธนาคาร 2 กองทุน และ 2 หน่วยงาน) เบื้องต้นคาดว่าโครงการที่เตรียมไว้สามารถรองรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้ลงทะเบียนได้ไม่น้อยกว่า 4.69 ล้านราย

มีโครงการที่น่าสนใจ แยกตามอาการของโรคคือ กลุ่มแรกที่ต้องการมีงานทำ ก็จะส่งไปกระทรวงแรงงานเพื่อหางานในประเทศและต่างประเทศให้ทำ มีโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพเพื่อผู้มีรายได้น้อยโดยกระทรวงพาณิชย์ โครงการตลาดประชารัฐโดยกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ต้องการฝึกอบรมอาชีพและการศึกษา เช่น โครงการฝึกอาชีพเร่งด่วนอเนกประสงค์ (ช่างชุมชน) โดยกระทรวงแรงงาน โครงการเพิ่มทักษะอาชีพแก่เกษตรกรผู้ลงทะเบียนฯ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โครงการมหาวิทยาลัยประชาชนโดยธนาคารออมสิน โครงการให้ความรู้ทางการเงินแก่เกษตรกรลูกค้าผู้มีรายได้น้อยที่ลง ทะเบียนฯ โดย ธ.ก.ส. เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่พอมีศักยภาพและต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เช่น โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนฯ โดย ธ.ก.ส. โครงการสินเชื่อผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ โครงการสินเชื่อ Street Food โดยธนาคารออมสิน

และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ 4 คือกลุ่มที่ต้องการการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เช่น โครงการให้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐโดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) การออมเพื่อการเกษียณอายุสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยกองทุนการออมแห่งชาติ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา คือคุณภาพและปริมาณหมอประชารัฐสุขใจจะเพียงพอและเหมาะสมสำหรับการคัดกรองผู้ที่มาลงทะเบียนครั้งนี้หรือไม่ หากสมมติฐานอิงจากมติ ครม. ที่ประเมินว่าได้เตรียมโครงการไว้รองรับผู้ที่มาลงทะเบียนเข้าอบรมไม่น้อยกว่า 4.69 ล้านราย เมื่อเทียบกับจำนวนหมอประชารัฐสุขใจที่มีอยู่ราว 7,000 คน เท่ากับ หมอประชารัฐ 1 คน ต้องเข้าไปสำรวจและเกาะติดชีวิตลูกหนี้กว่า 657 คน เพื่อตรวจประเมินอาการโดยเฉพาะการลงพื้นที่สำรวจผู้ลงทะเบียนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี รวมถึงต้องติดตามดูผลเพื่อรายงานข้อมูลนำมาวิเคราะห์ความสำเร็จของโครงการ

ทำให้ต้องจับตาดูว่าจะทำได้อย่างเข้มข้นจริงหรือไม่ เพราะการเปิดรับนักศึกษาปริญญาตรีมาทำหน้าที่หมอประชารัฐสุขใจ แม้จะมีการอบรมเพื่อฝึกให้รู้เทคนิคการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ในการลงมือปฏิบัติจริงจะสามารถสอบข้อเท็จจริงได้หรือไม่

การจัดทำระบบคัดกรองคนในรอบนี้ถือว่าสำคัญ เพราะในงบประมาณที่เตรียมไว้ 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่จ่ายเพิ่มสำหรับธงฟ้าให้ผู้ที่ลงทะเบียนที่แจ้งว่ามีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ปี เพิ่มอีกเดือนละ 200 บาท รวมเป็น 500 บาท และเพิ่มให้คนที่มีรายได้มากกว่า 3 หมื่นบาท/ปี อีก 100 บาท รวมเป็น 300 บาท ซึ่งน่าจะเป็นแรงจูงใจให้คนส่วนหนึ่งคิดอยากจะยากจนต่อไป เพราะมีเงินโอนเข้าบัตรฟรีๆ จากรัฐบาล

นอกจากนี้ ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ จะเริ่มอบรมอาชีพตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2561 และเตรียมประกาศผลสำเร็จของโครงการนี้ในช่วงเดือน ก.ย. 2561 ยังจะต้องหาตัวชี้วัดให้ได้ว่าระยะเวลา 3-4 เดือนดังกล่าว เพียงพอในการฝึกอาชีพที่สามารถยกระดับในการหารายได้ของคนในอนาคตได้จริงหรือไม่

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงเป้าหมายการทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบที่ 2 นี้ว่า ต้องการจะช่วยคนให้หลุดพ้นความยากจนได้ไม่ต่ำกว่า 25% ของคนที่มาลงทะเบียน หรือคิดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2.85 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ดี โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จัดทำโดยรัฐบาลนี้ ถือเป็นมาตรการที่ดี เพราะมีการปรับจุดแข็งจุดอ่อน มีการสร้างทีมหมอประชารัฐสุขใจเข้ามาโฟกัสที่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง รวมทั้งมีการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐมากที่สุด

ซึ่งการที่เปิดให้คนที่คิดว่าตัวเองยากจนและต้องการฝึกอาชีพ ถือเป็นตัวกรองชั้นดีที่จะเปิดให้คนเหล่านี้มาแสดงตน และค่อยๆ ลดจำนวนคนที่จนไม่จริงออกไปจากกลุ่มที่ลงทะเบียน 11.4 ล้านคน ซึ่งต้องรอดูผลการลงทะเบียนรอบ 2 ในเดือน ก.พ. 2561 ว่าจะเหลือคนที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองเท่าไร

แต่สิ่งที่ยังต้องตามต่อคือ งานในภาคปฏิบัติจะลงมือทำให้เกิดผลได้จริงหรือไม่ และการหลุดพ้นความยากจนของไทยถ้าทำโดยการใช้ Negative Income Tax หรือ NIT ซึ่งเป็นรูปแบบการโอนเงินหรือจ่ายเช็คให้แก่บุคคลที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยใช้การวัดระดับรายได้เป็นเครื่องมือในการระบุผู้ที่ควรจะได้รับสิทธินั้น สมควรจะทำถึงจุดไหนถึงจะเหมาะสมและพอดี ไม่เข้าข่ายเป็นโครงการประชานิยมแบบเดิมๆ n

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน