posttoday
อาเซียนเร่งขึ้นค่าแรง หวั่นสะเทือนการผลิต

อาเซียนเร่งขึ้นค่าแรง หวั่นสะเทือนการผลิต

29 มกราคม 2561

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ ท่ามกลางการถกเถียงประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในไทย ซึ่งกำลังจะเพิ่มขึ้นมาราว 5-22 บาท และเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย.นี้ว่า จะส่งผลกระทบต่อบรรดานายจ้างและภาคการผลิตหลายส่วน กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เองก็กำลังเริ่มเผชิญความท้าทายต่อเศรษฐกิจเช่นกัน จากการที่รัฐบาลผลักดันการปรับขึ้นค่าแรงในประเทศ

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ท่ามกลางการถกเถียงประเด็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในไทย ซึ่งกำลังจะเพิ่มขึ้นมาราว 5-22 บาท และเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 เม.ย.นี้ว่า จะส่งผลกระทบต่อบรรดานายจ้างและภาคการผลิตหลายส่วน กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เองก็กำลังเริ่มเผชิญความท้าทายต่อเศรษฐกิจเช่นกัน จากการที่รัฐบาลผลักดันการปรับขึ้นค่าแรงในประเทศ

แม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรงจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะ "เร็วเกินไป" คาดว่าจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไม่น้อย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ อีกทั้งยังมีแนวโน้มทำให้ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องค่าแรงถูก มีความน่าดึงดูดน้อยลงในฐานะฐานการผลิต

"ค่าแรงมีราคาแพงแล้วในตลาดอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขันในภาพรวม ถ้าคุณไม่มีระบบโครงสร้างพื้นฐานอันยอดเยี่ยม และระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจ การปรับขึ้นค่าแรงแม้เพียงเล็กน้อยจะยิ่งมีผลมากขึ้นไปอีก" เฟรเดอริก นิวมานน์ หัวหน้าร่วมฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชีย ของธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว

ความเห็นดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับข้อมูลขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ที่ระบุว่า ค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในโรงงาน ปรับขึ้นมา 11-91% แล้วตลอด 4 ปี ที่ผ่านมาในอาเซียน

ทั้งนี้ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาและในปีนี้ บรรดาชาติอาเซียนต่างปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในประเทศ หลังเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวแข็งแกร่งขึ้น เพื่อหวังเพิ่มกำลังซื้อและหนุนการบริโภค ภาคเอกชน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องเศรษฐกิจแล้ว สำหรับ "กัมพูชา" นั้น ประเด็นการเมืองมีอิทธิพลสำคัญต่อการประกาศขึ้นค่าแรงของรัฐบาลด้วย โดยกัมพูชาจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 29 ก.ค. 2018

รัฐบาลกัมพูชาประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือน 11% จาก 153 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ราว 170 ดอลลาร์ และมีผลบังคับเมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยนิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่า การขึ้นค่าแรงดังกล่าวเป็นความพยายามส่วนหนึ่งในการเอาใจกลุ่มแรงงานในธุรกิจสิ่งทอ ซึ่งมีสิทธิลงคะแนนเสียงมากที่สุด

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอที่คิดเป็นสัดส่วน 78% ของการส่งออกทั้งหมด และมีการจ้างงาน 7 แสนราย คาดว่าจะได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าแรงดังกล่าว เพิ่มขึ้นจากปัญหาการเติบโตลดลง 5% เมื่อปีที่ผ่านมา หลังค่าแรงในกัมพูชาปรับขึ้นมา 150% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยสมาคมผู้ผลิตสิ่งทอกัมพูชา ผู้ประกอบการในประเทศเริ่มไม่สามารถแบกรับต้นทุนไหว และต้องปิดโรงงานไป 53 แห่ง ในปี 2017 พร้อมเตือนว่า หากค่าแรงขั้นต่ำยังคงปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอกัมพูชาสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป

นอกจากกัมพูชาแล้ว ขณะเดียวกัน "มาเลเซีย" ที่เตรียมจัดการเลือกตั้งเช่นกันก่อนเดือน ส.ค.ปีนี้ ประกาศทบทวนการปรับขึ้นค่าแรง ขั้นต่ำเช่นกัน จากค่าแรงรายเดือนในปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ริงกิต สำหรับรัฐบนคาบสมุทรมาเลย์ และ 920 ริงกิตสำหรับรัฐบนเกาะซาบาห์และซาราวัก โดยหลายฝ่ายต่างเรียกร้องให้เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาอีก 500 ริงกิต

แม้การเคาะตัวเลขการปรับขึ้นค่าแรงในมาเลเซียจะยังไม่ชัดเจน แต่หากมีการปรับขึ้นมา 500 ริงกิตจริง ค่าแรงขั้นต่ำของมาเลเซียจะสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยสำนักข่าวมาเลเซียกินี รายงานอ้างผลการวิจัยของสำนักงานสถิติมาเลเซียว่า ต้นทุนด้านแรงงาน/เดือน จะเพิ่มขึ้นมาอีก 599 ล้านริงกิต (ราว 4,822 ล้านบาท) สำหรับภาคการผลิต และ 6,800 ล้าน ริงกิต (ราว 5.4 หมื่นล้านบาท) สำหรับเศรษฐกิจในภาพรวม

ขณะที่ "เมียนมา" นั้น รัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 33% เป็นวันละ 4,800 จ๊าด และนับเป็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งแรกตั้งแต่มีการกำหนดค่าแรงเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา แม้จะต่ำกว่าที่สหภาพแรงงานเรียกร้องอยู่ที่ 5,600-6,600 จ๊าด แต่ก็เรียกเสียงวิตกกังวลจากภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ค่าแรงสูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการหาคนมาทำงานได้ยากขึ้น โดย จ่อติน รองประธานสมาคมผู้ผลิตสิ่งทอ เมียนมา เปิดเผยว่า บรรดาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น 33% ได้ และยังส่งผลให้โรงงานไม่สามารถจ้างพนักงานใหม่เพื่อขยายการผลิต ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อซัพพลายเชนในประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมในเมียนมานั้นยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ โดยการกระบวนการผลิตต่างๆ ยังต้องพึ่งพาการจ้างแรงงานคน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมยังปรับตัวไม่ทันด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบเครื่องจักร

"การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่ยังไม่มีการพัฒนาด้านศักยภาพการผลิตจะเพิ่มแรงกดดันต่อบรรดานายจ้าง โดยมีโรงงานสิ่งทอเพียง 20-30% เท่านั้น ที่มีเจ้าของเป็นผู้ประกอบการในประเทศ" จ่อติน กล่าว

ขณะที่ เอทุน รองประธานสมาคมอุตสาหกรรมเมียนมา มองว่า ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อธุรกิจตัด ผลิต และแพ็กสินค้าต่างๆ (ซีเอ็มพี) ด้วยเช่น โดยการที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นมากจนผู้ประกอบการไม่สามารถจ้างแรงงานเพิ่ม จะทำให้กระบวนการผลิตล่าช้าลงไปอีก หรืออาจต้องยกเลิกไป

ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อผู้ประกอบการในประเทศ สำหรับเมียนมานั้นการขึ้นค่าแรงยังเป็นการบั่นทอนจุดแข็งเรื่องแรงงานราคาถูกของประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ท่ามกลางภาคอุตสาหกรรมที่ยังไม่พัฒนามากพอ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

แม้การปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลให้อาเซียนมีความน่าสนใจน้อยลงในฐานะฐานการผลิตและกระทบต่อผู้ผลิต ท้องถิ่น แต่ก็นับแรงผลักดันสำคัญให้บรรดาประเทศอาเซียนต้องเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากการหวังพึ่งค่าแรงขั้นต่ำราคาถูกมาใช้ดึงดูดเงินทุนต่างชาตินั้นไม่จีรังยั่งยืน ท่ามกลางยุคแห่งหุ่นยนต์ที่กำลังเข้าแย่งงานจำนวนมากไป

ทั้งนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เปิดเผยเมื่อปีที่ผ่านมาว่า แรงงานราว 137 ล้านคน หรือ 56% ของแรงงานในกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เสี่ยงตกงานจากการนำระบบหุ่นยนต์เข้ามาทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งแรงงาน 86% และ 88% ในเวียดนามและกัมพูชามีแนวโน้มตกงานสูงสุด

ด้วยเหตุนี้ การมุ่งเสริมสร้างทักษะแรงงานและเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีการผลิตเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับปัญหาแรงงานดังกล่าว แทนที่จะเน้นเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำให้แรงงานไร้ทักษะเพียงอย่างเดียว n

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย