
QueQ ส่งแอพจองคิวเจาะเพื่อนบ้าน
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุลธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือใหญ่ หากสามารถมองเห็นช่องว่างและจับโอกาสที่เกิดขึ้นได้ก็ย่อมประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับ รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ประธานบริหาร บริษัท QueQ ประเทศไทย ที่มองจากตัวเองว่าการเข้าคิวรอรับบริการที่ใช้เวลานานๆ ทำให้เสียเวลาแทนที่จะไปทำอย่างอื่นได้ น่าจะมีเครื่องมือที่ช่วยตรงนี้ได้
ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือใหญ่ หากสามารถมองเห็นช่องว่างและจับโอกาสที่เกิดขึ้นได้ก็ย่อมประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับ รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ประธานบริหาร บริษัท QueQ ประเทศไทย ที่มองจากตัวเองว่าการเข้าคิวรอรับบริการที่ใช้เวลานานๆ ทำให้เสียเวลาแทนที่จะไปทำอย่างอื่นได้ น่าจะมีเครื่องมือที่ช่วยตรงนี้ได้
รังสรรค์ เล่าว่า QueQ เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน จากการที่ได้เข้าไปใช้บริการในธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นมีลูกค้าเข้าไปรอใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องรอใช้บริการนานเกือบชั่วโมง เกิดไอเดียว่า ทำไมเราถึงไม่พัฒนาระบบคิวอัจฉริยะที่ให้ลูกค้าจองคิวและไปทำอย่างอื่นได้พร้อมๆ กัน ดังนั้นจึงลงมือเปิด โปรเจกต์ QueQ ขึ้นทันที โดยเริ่มจากธุรกิจร้านอาหารก่อน เพราะเป็นตลาดใหญ่และมีความถี่ในการใช้บริการสูง
"เราให้โจทย์ทีมงานในตอนแรกไปว่า โปรดักต์ตัวนี้ต้องอยู่ในชีวิตประจำวันให้ได้ ซึ่งจากเทรนด์พอยต์นี้ มาลงตัวที่ QueQ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีใครมองในฝั่งของลูกค้าที่มารับบริการ สนใจแต่การแก้ปัญหาฝั่งโอเปอเรต ทำให้ QueQ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องทำการโฆษณา เพราะเป็นมูลค่าที่เห็นได้ชัดเจนจากคนที่มาใช้บริการ" รังสรรค์ กล่าว
อีกจุดที่ทำให้ QueQ เติบโตเร็วคือ การที่เดิมเป็นบริษัทพัฒนาชอฟต์แวร์ (Software House) ให้กับองค์กรคอร์เปอเรตต่างๆ อยู่แล้ว จึงทำให้มีทรัพยากรในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น QueQ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ QueQ ไม่ได้โตแบบธุรกิจเอสเอ็มอีที่ค่อยๆ โต
รังสรรค์ เล่าต่อว่า การเติบโตของ QueQ อยู่ในระดับ 10 เท่า/ปีมาตลอด จากช่วงแรกๆ ที่เริ่มปล่อยออกมา มีคนใช้บริการอยู่ที่หลักร้อย เพิ่มเป็นหลักพัน หมื่น แสน และล้านคน และภาพต่อเนื่องในปีนี้จะเริ่มเห็น QueQ ในเวอร์ชั่นใหม่ ที่สามารถจองคิวแบบกลับบ้านได้ รวมทั้งการให้บริการสั่งจองคิวแบบส่งเดลิเวอรี่ ซึ่งจะเริ่มทดสอบระบบการใช้งานเป็นโซนก่อน คาดว่าน่าจะออกมาช่วงเดือน มี.ค.นี้ และภายในปีนี้ก็จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นจองคิวขยายไปยังบริการด้านอื่นๆ เช่น ธนาคารและโรงพยาบาลที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น และหวังว่า QueQ จะเป็นชื่อแรกๆ ในการจองคิวผ่านแอพพลิเคชั่น
สำหรับประเทศแรกที่เลือกขยายไปคือ มาเลเซีย โดยพยายามใช้โมเดลเดียวกับที่ทำในประเทศไทยแล้วประสบความสำเร็จเข้าไปใส่ ซึ่งจะช่วยทำให้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีกรณีตัวอย่างความสำเร็จจากไทยไปแล้ว ทำให้สามารถตีตลาดฝั่งผู้ให้บริการให้ยอมรับได้ง่าย แต่ในฝั่งผู้ใช้งานชาวมาเลเซียอาจยังไม่รู้จัก QueQ จึงต้องทำโลคัล คอนเทนต์เพื่อให้เป็น ที่รู้จักกว้างขึ้น
"การขยายไปต่างประเทศ นอกจากจะต้องทำให้เขารู้จัก QueQ แล้ว แต่ละประเทศก็ยังมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน ซึ่งนับเป็นความท้าทายของเรา เช่น มาเลเซียส่วนใหญ่เป็นมุสลิมก็ต้องเข้าใจพฤติกรรมของคนมาเลเซียด้วย เพราะจะทำการตลาดแบบสนุกๆ เหมือนที่ไทยก็ไม่ได้ ทำให้มีดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่มองข้ามไม่ได้ เบื้องต้นตั้งเป้าที่จะหาลูกค้าให้ได้ 50 ร้านภายในปีนี้" รังสรรค์ กล่าว
ความสำเร็จของ QueQ เริ่มจากตัวโปรดักต์ที่สามารถตอบสนองเทรนด์พอยต์ได้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าครึ่ง ต่อมาคือคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดในตลาด ในขณะที่เราเป็นสตาร์ทอัพเงินน้อย ก็ต้องใช้กลยุทธ์ "เหาฉลาม" เลือกที่จะเกาะรายใหญ่ให้โตไปพร้อมกับเขา เพราะเป้าหลักของธุรกิจคือ ต้องการให้คนรู้จักมากๆ ดังนั้นการเกาะรายใหญ่ไปจะทำให้เราโตตามไปด้วย และโตเร็วกว่าการไปเอง หรือคิดว่าเราเป็นแค่สตาร์ทอัพรายเล็กๆ ทำให้ไม่กล้าเริ่มไปกับรายใหญ่
สำหรับเป้าหมายใหญ่ของ QueQ คือ การเข้าไปเจาะตลาดในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ให้ได้ เพราะทั้งสองประเทศนี้มีไลฟ์สไตล์ของคนเมืองสูง ยอมรับเทคโนโลยีง่าย และมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม จึงเป็นตลาดใหญ่และเป็นใบเบิกทางที่จะขยายไปทั่วโลกได้ไม่ยาก เพื่อสู่จุดหมายสูงสุดของสตาร์ทอัพคือ การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะ QueQ ไม่ได้อยากทำเพื่อขาย แต่อยากทำเพื่อฝากรอยเท้าความสำเร็จเอาไว้







