
เพราะเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
นันทิยา วรเพชรายุทธเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นในวันนี้ไม่ได้สะท้อนผ่านแค่ตัวเลขจีดีพีหรือดัชนีดาวโจนส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในประเทศที่การบริโภคคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น ทำให้เรื่องของการจ้างงานและค่าแรง ซึ่งเป็นปัจจัยผกผันโดยตรงกับการบริโภค สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วย
นันทิยา วรเพชรายุทธ
เศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้นในวันนี้ไม่ได้สะท้อนผ่านแค่ตัวเลขจีดีพีหรือดัชนีดาวโจนส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในประเทศที่การบริโภคคิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น ทำให้เรื่องของการจ้างงานและค่าแรง ซึ่งเป็นปัจจัยผกผันโดยตรงกับการบริโภค สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วย
ยิ่งได้กฎหมายปฏิรูปภาษีในรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ มาช่วยลดหย่อนภาษีให้บรรดานิติบุคคลขนาดใหญ่ ทำให้หลายบริษัทเริ่มทยอยประกาศให้โบนัสหรือขึ้นค่าแรงไปตามๆ กันแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้
แต่ที่น่าสนใจก็คือ บางบริษัทเริ่มปรับวิธีการให้ผลตอบแทน โดยไม่ได้มุ่งไปที่ "ตัวเงิน" เพียงอย่างเดียว
สตาร์บัคส์เป็นบริษัทล่าสุดที่ประกาศขึ้นค่าแรงเพิ่ม และยังตบโบนัสโดยให้เลือกว่าจะรับเป็นหุ้นของบริษัท หรือจะเลือกเป็นวันลาได้มากขึ้น โดยแบ่งเป็นการลาของพ่อแม่เพื่อไปเลี้ยงดูลูก หรือการลาป่วยเพื่อไปดูแลคนในครอบครัว
การให้ตัวเลือกเป็น "เวลา" นอกเหนือจากตัวเงินนั้น เป็นสิ่งที่หลายบริษัทเริ่มหันมาพิจารณาชอยส์นี้กันมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มดีและธุรกิจเริ่มโงหัวกันขึ้นจากวิกฤตเมื่อ 10 ปีก่อนได้ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวเข้ากับยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไปได้ดี
ก่อนหน้านี้ วอลมาร์ทก็เพิ่งประกาศเพิ่มผลตอบแทนจูงใจในลักษณะคล้ายกัน โดยให้วันลากับพนักงานแบบรายชั่วโมงมากขึ้น ขณะที่ดิสนีย์ก็กำลังศึกษารายละเอียดอยู่ว่าจะให้โบนัสพนักงานแบบค่าตอบแทนรายชั่วโมงในแบบไหนดี
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ พบว่า ในปี 2017 ที่ผ่านมา มีพนักงานรายชั่วโมงในกลุ่มธุรกิจบริการด้านอาหารและที่พักอาศัยเพียง 35% เท่านั้น ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ลาป่วยแบบยังได้ค่าจ้างอยู่
การให้เวลาที่ว่านี้ไม่ใช่แค่ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการ Work-Life balance หรือสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวให้มากขึ้น แต่ยังเป็นการปรับให้เข้ากับการแข่งขันทางธุรกิจเอง ที่ต่างก็ต้องการเพิ่มแรงจูงใจเพื่อดึงดูดแรงงานดีๆ ในยุคที่ตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านอัตราว่างงานในสหรัฐที่ระดับราว 4.1% จากที่เคยพุ่งไปแตะ 10% มาแล้วเมื่อปี 2009
ปัจจุบันพบว่า ครอบครัวในทุกกลุ่มรายได้นั้นส่วนใหญ่ต่างมีลักษณะที่ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ทำงาน ดังนั้น หากไม่มีความยืดหยุ่นให้มากพอก็จะทำให้ครอบครัวต้องเลือกโดยไม่ออกไปทำงาน ซึ่งจะทำให้ตลาดแรงงานยิ่งตึงตัวมากขึ้นอีก และไม่เป็นผลดีต่อบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากหรือแรงงานรายชั่วโมง และยังไม่เป็นผลดีต่อสังคมในภาพรวมด้วย
การปรับสมดุลค่าตอบแทนให้ตอบโจทย์กับชีวิตความเป็นจริงของคนมากขึ้น จึงเป็นชอยส์ที่ธุรกิจหลายแห่งเริ่มเล็งเห็นมากขึ้นในวันที่เราเริ่มผ่อนคลายจากพิษเศรษฐกิจมาเกือบ 10 ปี และถึงเวลาที่นายทุนเริ่มหันมาตอบแทนลูกจ้างอย่างเหมาะสมขึ้นเช่นกัน n







