
‘Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ’ หนังสือที่จะเปลี่ยนชีวิต โดย ดร.ณัชร สยามวาลา
ไม่มีใครนึกว่าหนังสือเรื่อง “Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ” ซึ่งเป็นหนังสือแนวสารคดี (non-fiction)
โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ไม่มีใครนึกว่าหนังสือเรื่อง “Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ” ซึ่งเป็นหนังสือแนวสารคดี (non-fiction) จะอ่านสนุกเหมือนนิยายเพราะมีการขยักเฉลยที่ซาบซึ้งไว้ในบทสุดท้ายก่อนจะจบบริบูรณ์
ดร.ณัชร สยามวาลา ผู้เขียน เล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา เขาได้ฝากสำนักราชเลขาธิการทูลเกล้าฯ ถวายเงินและสิ่งของแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยมาตลอด จนกระทั่งถึงปี 2559 เมื่อพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ดร.ณัชร จึงมีปณิธานที่จะสืบสานงานของพระองค์ท่านต่อด้วยการมอบรายได้ในส่วนของผู้เขียนทั้งหมดจากการทำหนังสือเล่มนี้ให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการพัฒนาอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถพึ่งพาตัวเองได้
“เมื่อรู้แล้วว่าเราจะทำหนังสือเล่มนี้ไปทำไม ก็มาคิดต่อว่าจะทำอย่างไร จึงได้ศึกษาพระราชดำรัสอื่นๆ ว่าพระองค์ทรงสอนอะไรพวกเราไว้บ้าง และมีสิ่งใดที่ตัวเราพอทำได้ พบว่า พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยปรารถนาดีต่อกัน มีเมตตาต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พูดง่ายๆ ก็คือ ใครถนัดทางไหนก็ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วก็ค้นพบอีกว่า พระองค์เคยตรัสไว้ว่า “หนังสือเป็นเหมือนธนาคารความรู้” ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่เราถนัดเพราะเราชอบอ่านหนังสือ เราเคยอ่านและรีวิวหนังสือมาแล้วปีละ 365 เล่มตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2558 ถึงวันที่ 20 พ.ค. 2559 เราจึงคิดว่าเราน่าจะนำความถนัด ความรู้ และทักษะที่เรามีตรงนี้ไปเผยแพร่ให้พี่น้องชาวไทยได้รู้เพื่อที่เขาจะได้อ่านหนังสืออย่างมีความสุข อ่านแล้วได้พัฒนาตัวเอง และพัฒนาประเทศชาติต่อไป”
เหตุผลของการทำหนังสือจึงนำพาไปสู่แรงบันดาลใจให้ ดร.ณัชร ไปค้นคว้าเรื่องราวน่าสนุกเกี่ยวกับการอ่าน และพบประเด็นที่น่าสนใจมากมายว่าผู้นำระดับโลกล้วนเป็นสุดยอดนักอ่านไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน โดยได้คัดเลือก “ผู้นำในประวัติศาสตร์ที่รักการอ่านจนได้ดี” จำนวน 7 คน เช่น จอร์จ วอชิงตัน อับราฮัม ลินคอล์น และจอห์น เอฟ. เคนเนดี“ผู้นำร่วมสมัยที่รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ” จำนวน 5 คน เช่น แจ็ค หม่า และเจ.เค. โรว์ลิง โดยรูปแบบการเขียนมีความสนุกเหมือนนิยายที่มีทั้งมุมตลก เศร้า ซึ้ง หรือแม้กระทั่งมุมความรัก เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้มากมายที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้มาก่อน
รวมถึงบทสัมภาษณ์พิเศษ “ผู้นำไทยผู้รักการอ่าน” อีก 5 ท่าน เช่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน และพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เป็นต้นในรูปแบบของการถาม-ตอบในอีกแง่มุมที่ไม่เคยมีใครถามท่านเหล่านั้น
นอกจากนี้ หนังสือยังเผยทักษะการอ่านทั้ง 17 เทคนิคที่เขาได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้จริงว่าจะเพิ่มความเร็วการอ่านของทุกคนขึ้นได้อย่างน้อย 2 เท่า เพื่อหวังเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างแรงกระเพื่อมให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น
“ปัจจุบันนี้คนเข้าใจผิดว่าการอ่านสื่อออนไลน์คือการอ่านหนังสือ จิตแพทย์ญี่ปุ่นท่านหนึ่งเคยวิเคราะห์ไว้น่าสนใจว่า สิ่งทั้งหมดที่อยู่ในโซเชียลมีเดียต่างๆ ล้วนเป็นเพียงข้อมูล แต่การอ่านหนังสือคือความรู้ เพราะหนังสือเกิดจากการค้นคว้า กลั่นกรองรายละเอียดและสรุปออกมาอย่างลึกซึ้ง เมื่อคนอ่านแล้วคิดตามและนำไปปฏิบัติจริงก็จะกลายเป็นความรู้ของคนคนนั้นอย่างสมบูรณ์ ข้อมูลในโลกโซเชียลเปรียบเหมือนข้าว ส่วนความรู้ในหนังสือเปรียบเป็นกับข้าวต่างๆ ถ้าหากคนไทยกินแต่ข้าวไปเรื่อยๆ ไม่กินกับข้าวเลย คนไทยก็จะกลายเป็นคนขาดสารอาหารได้”
ดร.ณัชร ยังกล่าวด้วยว่า เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ความหมายระหว่างบรรทัด ซึ่งหากใครอ่านเจอเข้าเท่ากับจะพบหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้
“เราไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อใครคนหนึ่ง แต่เราเขียนเพื่อทุกคน อาจเป็นเด็กคนหนึ่งที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ เขาอาจเติบโตไปแล้วสร้างสรรค์อะไรให้กับโลก หรืออาจเป็นใครก็ได้ ซึ่งแต่ละคนจะเข้าใจความหมายระหว่างบรรทัดไปคนละแบบ แต่ไม่ว่าเขาจะเข้าใจแบบไหน มันจะมีโมเมนต์ที่เขาจะคลิก เนื่องจากหนังสือเล่มนี้มีความหลากหลายมากในเนื้อหาข้อมูลและวิธีการนำเสนอ เป็นหนังสือหมวดใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะของมันเอง เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนชีวิตคนได้ทุกคนแล้วแต่ใครจะคลิกตรงไหน ซึ่งเราเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า แม้ว่าหนังสือจะเปลี่ยนชีวิตคนแค่เพียงคนเดียว เราในฐานะผู้เขียนก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะนี่แหละคือความหมายของการให้ที่แท้จริง” ดร.ณัชร กล่าวปิดท้าย
นอกจากเป็นนักเขียน นักแปล และโค้ชพัฒนาสมอง ดร.ณัชร ยังได้ทำหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่งที่สืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเป็นพลังที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการอ่านให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นให้คนไทยรักการอ่านและนำวิชาความรู้ไปพัฒนาประเทศชาติสืบไปไม่รู้จบ







