
กีฬากับวัยรุ่นไทย-ลาว
โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ครั้งที่ผ่านมาผมได้เล่าถึงวัยรุ่นไทย-ลาวตามชายแดนในอดีต ที่เราได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันโดยใช้พื้นฐานของดนตรีเป็นตัวเชื่อม เพราะเด็กวัยรุ่นชายแดนยุคนั้นได้มีโอกาสเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนจีนของกลุ่มนักรบอพยพกองพล 93 ดังนั้นความสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างวัยรุ่นย่อมมีมากกว่ารุ่นพ่อแม่ ที่มีแต่การค้าขายเชื่อมโยงกันเท่านั้น ขณะที่เด็กๆ วัยรุ่นนั้น ด้วยความไร้เดียงสาของเด็ก พวกเราจึงเข้ากันง่ายและมีการข้ามไปมาระหว่างสองชาติที่มีแม่น้ำโขงเป็นกำแพงกั้นกลางได้ง่ายมากๆการเรียนที่โรงเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนจีนบ้านหัวเวียง ซึ่งมีเพียงชั้นประถมปีที่ 6 เท่านั้น การเรียนการสอนที่นี่นอกจากจะมีครูที่ติดตามมากับกองพล 93 ล้วนป็นครูที่สูงอายุแล้วเกือบทั้งสิ้น ก็ยังมีครูที่มาจากเมียนมามาช่วยสอนให้ ครูที่มาจากเมียนมานั้นจะเป็นครูที่สอนวิชาคำนวณและวิชาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นหลัก เพราะครูเหล่านี้ได้รับการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยในย่างกุ้ง ต่างมีความรู้และสามารถสื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดี และยังมีครูอีกชุดหนึ่งที่จบมาจากมัธยมต้นที่โรงเรียนจีนแม่สลอง ครูกลุ่มนี้ล้วนมีอายุยังไม่มาก ท่านเหล่านี้หลังจา
โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
ครั้งที่ผ่านมาผมได้เล่าถึงวัยรุ่นไทย-ลาวตามชายแดนในอดีต ที่เราได้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันโดยใช้พื้นฐานของดนตรีเป็นตัวเชื่อม เพราะเด็กวัยรุ่นชายแดนยุคนั้นได้มีโอกาสเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนจีนของกลุ่มนักรบอพยพกองพล 93 ดังนั้นความสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างวัยรุ่นย่อมมีมากกว่ารุ่นพ่อแม่ ที่มีแต่การค้าขายเชื่อมโยงกันเท่านั้น ขณะที่เด็กๆ วัยรุ่นนั้น ด้วยความไร้เดียงสาของเด็ก พวกเราจึงเข้ากันง่ายและมีการข้ามไปมาระหว่างสองชาติที่มีแม่น้ำโขงเป็นกำแพงกั้นกลางได้ง่ายมากๆ
การเรียนที่โรงเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนจีนบ้านหัวเวียง ซึ่งมีเพียงชั้นประถมปีที่ 6 เท่านั้น การเรียนการสอนที่นี่นอกจากจะมีครูที่ติดตามมากับกองพล 93 ล้วนป็นครูที่สูงอายุแล้วเกือบทั้งสิ้น ก็ยังมีครูที่มาจากเมียนมามาช่วยสอนให้ ครูที่มาจากเมียนมานั้นจะเป็นครูที่สอนวิชาคำนวณและวิชาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นหลัก เพราะครูเหล่านี้ได้รับการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยในย่างกุ้ง ต่างมีความรู้และสามารถสื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดี และยังมีครูอีกชุดหนึ่งที่จบมาจากมัธยมต้นที่โรงเรียนจีนแม่สลอง ครูกลุ่มนี้ล้วนมีอายุยังไม่มาก ท่านเหล่านี้หลังจากที่ผมไปเรียนต่อที่โรงเรียนจีนที่แม่สลอง ท่านก็เป็นเสมือนหนึ่งรุ่นพี่ผมเลยครับ เพราะบางท่านเป็นรุ่นพี่เพียง 4-5 ปีเท่านั้น ทุกครั้งที่พบกันในงานชุมนุมศิษย์เก่าแม่สลอง ผมก็ยังเรียกท่านว่าเล่าซือ(คุณครู)อยู่ บางท่านก็จะบอกผมว่าอย่าเรียกเล่าซือ ให้เรียกชื่อเฉยๆ ก็ได้ แต่ผมก็ยังยืนยันเรียกท่านเล่าซือเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ในการมาของครูวัยรุ่นเหล่านี้ กีฬาที่ทางโรงเรียนสามารถจัดสรรสถานที่ให้ได้ ก็จะเป็นบาสเกตบอลเท่านั้น เพราะกีฬาฟุตบอลทางโรงเรียนไม่มีพื้นที่พอที่จะทำสนามได้ และอีกอย่าง ที่แม่สลองก็จะขึ้นชื่อเรื่องของบาสเกตบอล นักกีฬาเหล่านั้นบางคนสูงกว่า 180 เซนติเมตร พวกเราจึงได้เรียนรู้และร่วมเล่นกับเพื่อนๆ ได้ เด็กลาวที่มาเรียนด้วยกันในยุคนั้นก็มีเยอะครับ หลายคนเลยทีเดียว และที่เล่นเก่งๆ ก็เยอะครับ เช่น โกเด็ง โกแดง โกยี ฯลฯ ส่วนที่เชียงของเอง วัยรุ่นที่เล่นเก่งๆ ก็มีกันหลายคน มีหลานชายผม 3 คน ที่เก่งมาก ทั้งเชาวลิต ชูชัย ชูศักดิ์ และเพื่อนๆ ที่เป็นวัยรุ่นเชียงของอีกหลายคน ส่วนการแข่งขันนั้นก็จะมีการจัดการแข่งขันกันระหว่างสองฝั่งโขงกันอยู่บ่อยๆ พวกผมในฐานะกองเชียร์ก็นั่งอยู่ขอบสนามครับ คอยส่งเสียงเชียร์พี่ๆ เขาแข่งกับวัยรุ่นลาว หรือบางทีมจากต่างอำเภอบ้าง เช่น ทีมจากแม่สาย ทีมจากเชียงคำ ทีมจากแม่สลอง ครับ
ทีมตามชายแดนที่โดดเด่นจริงๆ ก็จะมีทีมจากแม่สลองนี่แหละครับ เพราะทุกๆ ช่วงปิดเทอม ทีมจากแม่สลองจัดทีมตระเวนไปตามอำเภอต่างๆ ของภาคเหนือ และจะขอแข่งกับทีมท้องถิ่นนั้นๆ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กัน เพราะวัยรุ่นในอำเภอต่างๆ เหล่านั้นต่างก็เป็นเด็กที่เรียนอยู่ที่แม่สลองโดยส่วนมากเช่นกันครับ เรียกว่าพอปิดเทอม ซึ่งปิดยาวมากสำหรับเทอมซัมเมอร์ ปิดประมาณ 2 เดือน ส่วนเทอม 2 จะปิดประมาณ 10 กว่าวัน หลายคนที่ปิดเทอมแล้วยังไม่อยากกลับบ้าน ก็หาเหตุเรื่องแข่งบาสเกตบอลนี่แหละครับเป็นข้ออ้างกับทางบ้าน แล้วตระเวนแข่งไป 10 กว่าวัน ค่อยทยอยกับกลับบ้าน ตัวใครตัวมันครับ เด็กบางคนอยู่ประเทศเมียนมา บางคนอยู่ประเทศลาว แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ประเทศไทยนี่แหละครับ
ผมเองได้เห็นการเอาการกีฬามาสานสัมพันธ์ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านโดยกลุ่มวัยรุ่นในยุคก่อน ยังนึกเสียดายว่าปัจจุบันไม่ค่อยเห็นใครสานต่อ มีแต่มุ่งเน้นการค้าการลงทุนกันเสียส่วนใหญ่ โดยภาครัฐและเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการ แต่เด็กๆ วัยรุ่นกลับไม่มีกิจกรรมที่น่าส่งเสริมนี้ให้เห็นเหมือนก่อนเลยครับ ฝากท่านผู้ใหญ่ใจดีที่เป็นแฟนคลับคอลัมน์นี้ หากจะมีการฟื้นฟูให้เด็กๆ วัยรุ่นท้องถิ่นมามีส่วนร่วมด้วย ก็อาจเป็นประโยชน์ได้ไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมว่าเขาเหล่านั้นในอนาคต ก็คือ ผู้ที่จะเป็นผู้ประกอบการในวันข้างหน้า และถ้าเราเคยเล่นกีฬาหรือเป็นเพื่อนกันมาก่อน อนาคตเวลาคุยธุรกิจกันก็จะง่ายขึ้น ไม่ต้องออกแรงมากมายเหมือนปัจจุบันนี้ครับ







