
ส่งออกไทย 2561 รุ่งหรือร่วง
ปิยะณัฐตั้งแต่ปีใหม่ 2561 ที่ผ่านมาสื่อต่างๆ ได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของ "จีดีพี" ถึง 4% ซึ่งตัวเลขนี้ค่อนข้างท้าทายพอสมควร เพราะถ้าเรามองดูย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3% เท่านั้นเอง และจากข้อมูลย้อนหลัง กราฟการเติบโตของจีดีพีดูจะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนรถไฟเหาะยังไงอย่างงั้น เพราะประเทศเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องเปลี่ยนรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง ทำให้การบริหารประเทศไม่มีความต่อเนื่อง และการเติบโตของจีดีพียังขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกด้วย
ปิยะณัฐ
ตั้งแต่ปีใหม่ 2561 ที่ผ่านมาสื่อต่างๆ ได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของ "จีดีพี" ถึง 4% ซึ่งตัวเลขนี้ค่อนข้างท้าทายพอสมควร เพราะถ้าเรามองดูย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3% เท่านั้นเอง และจากข้อมูลย้อนหลัง กราฟการเติบโตของจีดีพีดูจะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนรถไฟเหาะยังไงอย่างงั้น เพราะประเทศเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องเปลี่ยนรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง ทำให้การบริหารประเทศไม่มีความต่อเนื่อง และการเติบโตของจีดีพียังขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกด้วย
แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของจีดีพีมีความนิ่งมากขึ้นและอยู่ในสภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด คงต้องยกเครดิตให้กับความสงบทางการเมืองที่ทำให้นโยบายในการบริหารประเทศสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติจนตอนนี้เกิดการลงทุนในประเทศอย่างมากมายจนค่าเงินบาทกลายเป็น "Safe Heaven" ไปแล้ว
สำหรับประเทศไทยจีดีพีที่ว่านั้นจะโตได้จากสองปัจจัย หลักๆ คือ เรื่องการขยายการส่งออกและการใช้จ่ายของรัฐบาล แต่แค่เรื่องส่งออกนั้นก็นับเป็น 70% ของจีดีพีไปซะแล้ว ดังนั้นประเทศไทยจะสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยนี้เป็นสำคัญ
สำหรับปี 2560 นั้นตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้ารวมทั้งสิ้นประมาณ 8 ล้านล้านบาท และเกินดุลการค้า 3.7 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้ดูแล้วเหมือนจะเยอะเพราะมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือประมาณ 6% แต่ปี 2559 ประเทศไทยเกินดุลการค้าถึง 6.6 แสนล้านบาท หรือเกือบสองเท่าของปี 2560 นั้นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเราได้นำเข้าปัจจัยที่ใช้ในการผลิตเข้ามามากขึ้นเช่นกัน จึงทำให้ส่วนต่างของดุลการค้าลดลง สินค้าที่ประเทศไทยเรานำเข้ามากขึ้นในปี 2560 เช่น นำเข้าเชื้อเพลิงมากขึ้นถึง 25.9% และนำเข้าสินค้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบมากขึ้นถึง 14.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงว่าสำหรับประเทศไทยปัจจัยการผลิตของสินค้าส่งออกยังมีส่วนประกอบของสินค้านำเข้าเป็นส่วนสำคัญ
ในปีที่ผ่านมา ประเทศที่เราส่งออกสินค้าไปมากที่สุดหนีไม่พ้นกลุ่มประเทศอาเซียนที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 25% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ซึ่งไม่แปลก เพราะโดยที่ตั้งที่ได้เปรียบของประเทศไทยที่อยู่ศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียน และเรานั้นมีพร้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตบวกกับความรู้ความสามารถของกลุ่มผู้ประกอบการ ส่วนตลาดส่งออกหลักของไทยในกลุ่มเหลือคือ พวก ประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรป และญี่ปุ่น ที่คิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อกลุ่ม
หมวดสินค้าที่ประเทศไทยเราส่งออกมากที่สุดคือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยมีรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ และเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกหลักตามลำดับ ซึ่งหมวดสินค้าอุตสาหกรรมนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 79% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด ตัวเลขนี้ยืนยันได้ว่าประเทศไทยเราไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมอีกต่อไปแล้ว
ถ้าเราดูตามข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจะพบได้ว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้นั้นมีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะยกตัวอย่าง เช่น ปัจจัยการผลิตที่ยังต้องพึ่งการนำเข้าสินค้าประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงและวัตถุดิบ ซึ่งราคาสินค้าเหล่านี้จะเป็นไปตามกลไกของตลาดโลก และถ้าวันหนึ่งราคาโลกเกิดขยับตัวสูงขึ้นมากจะทำให้ต้นทุนการผลิตของประเทศไทยสูงตามไปด้วย ส่วนตลาดส่งออกของไทยที่มีกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลักถึง 25% ถ้ามองกันในระยะไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไรเพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังคงต้องพึ่งสินค้าจากประเทศไทยเป็นหลักและยังต้องพัฒนาประเทศต่อไปอีกพอสมควร แต่เราไม่รู้อนาคตว่าหลังจากนั้นประเทศเหล่านี้อาจสร้างความสามารถในการผลิตสินค้าได้ด้วยตัวเองและลดการนำเข้าสินค้าจากไทยก็เป็นได้
เรื่องหมวดสินค้าส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมคงสามารถเติบโตต่อไปได้ เพราะธุรกิจนี้ต้องอาศัยความชำนาญและความเชี่ยวชาญที่ใช้เวลาสั่งสมมาพอสมควร รวมถึงยังต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะในแง่โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และยังต้องมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่ง ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะมีประเทศคู่แข่งที่สามารถทำแบบประเทศไทยได้ในระยะเวลาอีกหลายปีข้างหน้า
แต่ภาครัฐเองควรเข้ามาวิเคราะห์เรื่องพื้นฐานเหล่านี้และออกนโยบายและแผนยุทธศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยงของประเทศไทยในแง่ความยั่งยืนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การพยายามกระจายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศใหม่ๆ โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดการพึ่งพาตลาดส่งออกหลักเดิมลงเรื่อยๆ เพื่อลดความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว และกระตุ้นสินค้าส่งออกในหมวดอื่นๆ นอกจากหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเพราะสินค้าหมวดนี้ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบอย่างมาก
อีกเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องค่าเงินบาทที่ภาครัฐเองควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะตอนนี้กระทบผู้ส่งออกกันถ้วนหน้า และแน่นอนว่าถ้าส่งออกไม่ดีในปี 2561 เราอย่าหวังจะได้เห็นประเทศไทยโตได้ตามเป้าหมาย ฝั่งสภาผู้ส่งออกระบุชัดเจนว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ผู้เขียนหวังว่าภาครัฐคงจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมออกมาในไม่ช้านี้ n







