
ติดตามและวัดผลตอบแทนกองทุนในยุค 4.0 (1)
หมอนัทสวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน คิดว่า ณ ตอนนี้นักลงทุนเองก็คงจะกำลังมีความสุขกับการได้หยุดในช่วงปีใหม่ และกำลังเพลิดเพลินกับการลงทุนอยู่แน่ๆ ใช่ไหมครับ เพราะว่าตลาดหุ้นไทยเองก็อยู่ในช่วงที่เป็น side-way up และที่สำคัญคือตลาดหุ้นไทยเองก็ได้ทำ New High ไปแล้วนั่นเองครับ
หมอนัท
สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน คิดว่า ณ ตอนนี้นักลงทุนเองก็คงจะกำลังมีความสุขกับการได้หยุดในช่วงปีใหม่ และกำลังเพลิดเพลินกับการลงทุนอยู่แน่ๆ ใช่ไหมครับ เพราะว่าตลาดหุ้นไทยเองก็อยู่ในช่วงที่เป็น side-way up และที่สำคัญคือตลาดหุ้นไทยเองก็ได้ทำ New High ไปแล้วนั่นเองครับ
ในช่วงจังหวะแบบนี้เอง นักลงทุนก็ควรที่จะเตรียมตัว ติดตามผลการลงทุน และวางแผนหากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของเราครับ เพราะว่ายิ่งดัชนีของตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมาเท่าไหร่ ความเสี่ยงเองก็จะสูงมาขึ้นไปด้วยครับ หากไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีมารองรับการเติบโตของราคาหุ้นที่กำลังสูงขึ้นครับ
แล้วเราจะวัดผล หรือว่าติดตามการลงทุนในกองทุนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าพอร์ตของเรายังคงดีอยู่หรือไม่ หรือว่ากองทุนที่เราถืออยู่นั้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี พอร์ตยังคงเป็นพอร์ตที่ดีอยู่? จริงๆ แล้ววิธีการวัดผลก็ไม่ได้ยากอะไร และเนื่องจากปัจจุบันมีบริการทางเว็บไซต์ และรวมถึงฟินเทคต่างๆ ที่จะมาช่วยให้เรื่องแบบนี้ง่ายขึ้นอีกด้วยครับ
ในครั้งนี้ผมเลยจะพานักลงทุนทุกท่านไปรู้จักวิธีการประเมินกองทุนและพอร์ตอย่างคร่าวๆ และ เว็บไซต์ต่างๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงแอพพลิเคชั่นที่ใช้เพื่อติดตามการลงทุนอีกด้วยครับ
ก่อนอื่นเรามาเข้าใจเรื่องการวัดผลจากการลงทุนกันนะครับ นักลงทุนหลายๆ คนเองลงทุนมาส่วนใหญ่ก็จะดูแต่ผลตอบแทนที่ได้โดยรวม แต่อาจจะไม่ได้วัดผลอย่างละเอียดเท่าไหร่นัก จนบางครั้งทำให้เราพลาดจังหวะที่จะต้องมีการสับเปลี่ยนกองทุนหากกองทุนนั้นๆ เริ่มที่จะทำผลตอบแทนได้ไม่ดีอย่างที่เคยเป็น
การวัดผลว่ากองทุนที่เราถือนั้นยังคงดีอยู่ไหน โดยปกติผมจะมองจาก 2 มุมมองก็คือ
1.วัดเปรียบเทียบกับ Benchmark หรือว่าเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละกองทุนนั่นเอง โดยที่นักลงทุนต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง Benchamark เพิ่มเติมด้วยอีกนิดหน่อย เนื่องจากในอดีตเคยมีกองทุนหุ้นบางกองที่ใช้ SET PR หรือผลต่างจากดัชนีราคาหุ้นของตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีการคำนวณเงินปันผลรวมเข้ามาด้วย มาเทียบกับกองทุนที่ไม่ได้มีการจ่ายปันผล ซึ่งกองทุนจะได้รับผลตอบแทนทั้งเงินปันผลและผลต่างของราคาหุ้น จึงทำให้มีความคลาดเคลื่อน แน่นอนว่ากองทุนเมื่อเทียบกับ Benchmark แล้วย่อมดูดีกว่านั่นเองครับ
แต่ถ้าเป็นกองทุนที่ไม่มีเงินปันผล ก็ควรที่จะต้องเทียบกับ Benchmark อย่าง SET TR ที่รวมเงินปันผลเข้าไปด้วยแล้วมากกว่า SET PR ครับ ซึ่งกองทุนแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นอสังหาฯ ตราสารหนี้เองก็จะมี Benchmark ที่แตกต่างกันไป บางครั้งแต่ละกองทุนก็วัดด้วย Benchmark ที่ไม่เหมือนกันอีกด้วยครับ
คราวนี้มาต่อกันในเรื่องของการประเมินกันต่อ หากนักลงทุนเห็นแล้วว่ากองทุนที่ตนเองถืออยู่นั้น ไม่สามารถที่จะเอาชนะเกณฑ์มาตรฐานได้อยู่บ่อย ๆ ผมก็ขอแนะนำว่าให้นักลงทุนเองเริ่มที่จะพิจารณาในการปรับเปลี่ยนกองทุนแทนที่จะทนอยู่กับกองทุนเดิมครับ
2.วัดเทียบกับเพื่อนๆ กองทุนประเภทเดียวกันว่า กองทุนยังคงทำผลตอบแทนได้ดีกว่า หรือว่าเป็นผู้นำกลุ่มอยู่เหมือนเดิมหรือไม่นั่นเองครับ วิธีการวัดก็ง่ายๆ ครับ เพียงแค่เปิดตาราง Percentile ที่ทางแต่ละ บลจ.จะแทรกมาให้ใน Fact Sheet ของกองทุนครับ ซึ่งหากกองทุนยังคงอยู่ใน Percentile ต้นๆ ไม่ว่าจะเป็น Percentile ที่ 5 หรือ 25 อย่างสม่ำเสมอผมมองว่าเป็นกองทุนที่ดีแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องอยู่ใน Percentiel ที่ 5 ขึ้นไปเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ พอร์ตการลงทุนเราเองก็ควรที่จะต้องวัดผลด้วยเช่นเดียวกันครับ โดยทำการเปรียบเทียบพอร์ตแบบดั้งเดิม เช่น พอร์ตหุ้น:ตราสารหนี้ 70:30 กับพอร์ตที่เราทำการปรับแต่ง (แต่ต้องมีสถานะความเสี่ยงใกล้เคียงกัน) เช่น แบ่งเงินบางส่วนจากสัดส่วนของหุ้นในพอร์ตที่มีอยู่ 70% ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศประมาณ 5% ว่าอันไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันครับ
การวัดผลแบบนี้จะทำให้เราทราบว่าหลังจากการปรับพอร์ตไปแล้วเป็นผลดีหรือผลเสียกันแน่ เพราะว่าในความเป็นจริง การที่เราปรับพอร์ตไปตามสถานการณ์ต่างๆ อาจจะไม่ได้เป็นผลดีก็ได้ครับ บางครั้งอยู่เฉยๆ ก็ดีกว่า ซึ่งนักลงทุนเองก็ต้องเฝ้าติดตามผลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจ และไม่หลุดจากผลตอบแทนคาดหวังของนักลงทุนเองครับ แล้วครั้งหน้าผมจะมาเล่าถึงแหล่งข้อมูลกองทุนในยุค 4.0 กันนะครับ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ







