
ค่าจ้างขั้นต่ำกับสิ่งท้าทายปัจจุบัน
& โกวิทย์ บุรพธานินทร์ค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ปกติเป็นมาตรการแทรกแซงของรัฐ เพื่อปกป้องคนงานไร้ฝีมือแรกเข้าทำงาน มิให้ได้รับค่าจ้างต่ำเกินไป เป็นการคุ้มครองแรงงานที่อ่อนแอไม่อาจต่อรองได้ ที่ผ่านมาค่าจ้างขั้นต่ำจึงเป็นกลไกดูแลการจ้างงานที่มีการใช้แรงงานเข้มขึ้นค่อนข้างได้ผล
& โกวิทย์ บุรพธานินทร์
ค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ปกติเป็นมาตรการแทรกแซงของรัฐ เพื่อปกป้องคนงานไร้ฝีมือแรกเข้าทำงาน มิให้ได้รับค่าจ้างต่ำเกินไป เป็นการคุ้มครองแรงงานที่อ่อนแอไม่อาจต่อรองได้ ที่ผ่านมาค่าจ้างขั้นต่ำจึงเป็นกลไกดูแลการจ้างงานที่มีการใช้แรงงานเข้มขึ้นค่อนข้างได้ผล
แต่ที่น่าสนใจสำหรับกรณีของไทย เนื่องจากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำบ่อยครั้ง มาตรการนี้ยังบ่งถึงความอ่อนแอของกระบวนการต่อรอง หรือความไม่เข้มแข็งของแรงงาน ที่จะยกระดับ รายได้ของคนทำงานให้เหนือกว่าค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด
ภาครัฐดูเหมือนจะเข้าใจ จึงมักใช้มาตรการนี้แก้ไขความเหลื่อมล้ำของรายได้ ขณะเดียวกันถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้การรุกและครอบงำของทุนที่ขยายอาณาจักรจนยากที่จะต่อกรหรือยับยั้งได้
หาได้ตระหนักอย่างเพียงพอว่า เพียงลำพังการปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่อาจยกฐานะการอยู่ดีกินดี (Decent Work) ของคนทำงานได้ อันจะเห็นได้จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมีมาตลอดเกือบ 50 ปี แต่ข้อเรียกร้องยังมีต่อเนื่อง ค่าจ้างขั้นต่ำของไทยจึงแก้ได้เฉพาะการยกระดับความยากจนติดดิน จากวันละ 2 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นมาเท่านั้น
ที่ผ่านมา การบริหารกำกับหรือกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำของไทย มีความปนเประหว่างค่าจ้างขั้นต่ำที่ควรจะเป็นค่าจ้างสำหรับแรงงานไร้ฝีมือ แรกเข้าทำงาน กับค่าจ้างที่เราเรียกว่า Living Wage หรือค่าจ้างพื้นฐาน
ค่าจ้าง Living Wage ปกติจะสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำระดับหนึ่ง มากน้อยขึ้นกับประสบการณ์ ทักษะที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว และจะถูกเสริมด้วยพลังต่อรองหรือการเรียกร้อง เมื่อสถานประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้น หรือคนทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ค่าจ้าง Living Wage จึงเป็นค่าจ้างคลุมถึงปัจจัยสี่ และมีเหลือพอจะดูแลครอบครัวได้
แต่น่าเสียดายว่า ประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเรื่องที่มีการเรียกร้องของ กระบวนการแรงงานเกือบทุกปี ที่น่าเศร้าใจ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นประเด็นการเมือง หรือนโยบายการเมืองที่หวังผลการช่วงชิงทางการเมือง มีหลายครั้งที่ควรมีการปรับให้สูงขึ้นกว่า ในขณะที่บางครั้งก็ปรับสูงเกินกว่าที่จะอธิบายด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ได้
ที่กลายเป็นเรื่องไม่น่าสนับสนุนก็คือ การผสมปนเปของนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำที่อิงการเมืองได้กัดกร่อน ลิดรอนกระบวนการต่อรองของแรงงาน เนื่องจากนายจ้างมักจะอิงค่าจ้างขั้นต่ำเป็นฐานการปรับค่าจ้างขององค์กร การเรียกร้องจึงถูกกับดักของค่าจ้างขั้นต่ำ ปรากฏการณ์ที่เห็นบ่อยครั้งเมื่อแรงงานไร้ฝีมือแรกเข้ามีค่าจ้างไม่ต่างจากแรงงานมีประสบการณ์และทำงานมาหลายปี
ในยุคที่การดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ Digital Economy มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และคลุมหรือโยงถึงการปรับกระบวนการผลิต ขั้นตอนการทำงาน ตลอดจนความสัมพันธ์ในการทำงาน (Work Relations) และเคลื่อนย้ายทุน การจะเน้นก้าวพ้น กับดักรายได้ต่ำไปสู่รายได้ปานกลางและรายได้สูงนั้น จะอิงกับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ด้านเดียวไม่ได้แล้ว
ที่สำคัญภายใต้กลุ่มเศรษฐกิจใหม่ที่อาศัยความรวดเร็ว การริเริ่ม การสร้างสรรค์ ต้องการคนที่มีความรู้ และการผ่านการฝึกทักษะที่ต่อเนื่อง รายได้ที่สูงกว่าเท่านั้นที่จะเป็นแรงจูงใจถึงคนเก่ง คนมีความสามารถเข้ามา โดยไม่คำนึงถึงพรมแดนหรือสัญชาติอีกต่อไป และที่ท้าทายมากกว่านั้น กระบวนการผลิตและให้บริการปัจจุบันและในอนาคตนั้น จำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงานตั้งแต่น้อยไปหามาก สถานที่ทำงานอาจจะเป็นที่ใดก็ได้ เวลาการทำงานจะต้องยืดหยุ่น ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง
มิใช่เป็นปัจจัยวัดผลลัพธ์หรือ ความสำเร็จของงาน ปริมาณหรือจำนวนลูกจ้างยิ่งไม่อาจนำมานับได้ เมื่อมีการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทน ลักษณะงานที่อาศัยแรงงานเข้มข้นจะถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรแทนแรงคน
ที่จะเห็นเด่นชัดก็คือ การแบ่งขั้วระหว่างแรงงานตลาดล่างที่อาศัยแรงงานคน กับตลาดแรงงานบน (Primary Labor Market) ที่อาศัยทักษะ ฝีมือ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง ส่อถึงช่องว่างของรายได้ ในกลุ่มคนทำงานที่จะถี่ห่างมากขึ้น วิกฤตการแบ่งขั้ว (Polarization) นี้จะแก้ไขได้ก็โดยส่งเสริมและให้ความสำคัญกับการ ฝึกอบรมทักษะคนทำงานอยู่แล้ว ด้วยการสร้างแรงจูงใจจากการส่งเสริม Living Wage ซึ่งต่อไปจะถูกประเมินผลงานของคนทำงานแต่ละคน ควบคู่ไปกับการหารือ (Dialogue) ระหว่างสหภาพแรงงานกับฝ่ายจัดการในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและการเพิ่มผลผลิต
ประเด็นที่น่าจะมีการทบทวนอีกประการหนึ่งของค่าจ้างขั้นต่ำภายใต้กรอบ Digital Economy ก็คือ การกำหนดให้มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ รายชั่วโมง ซึ่งจะสอดรับกับเศรษฐกิจแนวใหม่ ที่คนทำงานสนใจทำงาน หลายด้าน พอใจกับการทำงานบางเวลาที่ยืดหยุ่น นายจ้างก็พอใจ เพราะว่าจ้างในช่วงเวลาที่จำเป็นและภายใต้กรอบงานที่กำหนดชัดเจน ค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงอาจจำเป็นต้องสูง เพื่อชดเชยการเสียเวลาของลูกจ้างหรือคนทำงาน แต่นายจ้างไม่ขัดข้อง เพราะการว่าจ้างทำในช่วงที่ต้องการ เป็นต้น
การบริหารงานบุคคลที่ยืดหยุ่นอาจเหมาะสมกับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก หรือสตาร์ทอัพ ซึ่งในบางสาขาไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่อีกต่อไป ซึ่งภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน 8 ชั่วโมงของการทำงานอาจไม่คล่องตัวพอ ที่สำคัญสามารถลดต้นทุนของธุรกิจขนาดเล็ก ช่วยสร้างโอกาสแข่งขัน เสริมศักยภาพในการบริหารงานได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันลดค่าใช้จ่าย (Lean Management) หรือภายใต้กรอบธุรกิจใหม่ที่ไม่ต้องการความเป็นทางการมากนัก (Gig Economy)
ขอยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีปัญหาขาดคนทำงานแต่เข้มแข็งในเรื่องการพัฒนากำลังคนที่มีอยู่น้อยนิด ประเทศนี้ไม่มีระบบค่าจ้างขั้นต่ำ แต่มีระบบไตรภาคีที่ทำหน้าที่กำหนดแนวทางการกำหนดค่าจ้างของประเทศที่เรียกว่า National Wage Council ใช้ควบคู่กับการบริหาร Living Wage ที่อิงองค์ประกอบตัวแปรรายเดือนและรายปี (Monthly and Annual Variation Components) ในการปรับค่าจ้าง รายได้ แต่โดยหลักแล้วการขึ้นค่าจ้างขึ้นกับความสามารถขององค์กรในการทำกำไร และผลงานของลูกจ้างแต่ละคน (Individual Works Performance)
การประเมินผลงานของลูกจ้างแต่ละคน เป็นองค์ประกอบการปรับค่าจ้างจึงสะท้อนความสามารถ และการอุทิศตนให้กับงานหรือองค์กรได้ใกล้ที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ากระบวนการของระบบนี้จะต้องมีการฝึกอบรมเสริมทักษะคนทำงานตลอดเวลา โดยเฉพาะคนซึ่งทำงานในตลาดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการจ่ายค่าจ้างที่สูงขึ้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยง ในเมื่อลูกจ้างแต่ละคนมีความสามารถเพียงพอที่จะทำกำไรให้กับองค์กรได้
ประเทศไทยปัจจุบันไม่อาจแข่งขันกับประเทศซีแอลเอ็มวีเพื่อนบ้านได้อีก หากเทียบกับประเภทอุตสาหกรรมเดียวกันในเรื่องค่าจ้าง ค่าตอบแทน ยิ่งระยะทางและเวลามิได้เป็นอุปสรรคต่อไปของโลกไร้พรมแดน การย้ายฐานการผลิตจึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ไทยซึ่งประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานหันมาพัฒนากำลังคนที่มีอยู่แล้วให้มีคุณภาพมากกว่านี้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คนทำงานมีมากด้วยฝีมือ ทักษะ ประสบการณ์ การได้มาซึ่ง Living Wage เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน ซึ่งเวลานั้นหากมาถึงเมื่อไหร่ ค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ไม่มีประโยชน์ต่อเขาอีกต่อไป
จึงน่าจะถึงเวลาที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐน่าจะตื่นและเห็นแสงสว่างเสียที ยิ่งต่อไปหากจะศึกษาดูงานไม่ต้องไปไกลถึงยุโรป ซึ่งกลับมาแล้วไม่ได้อะไรเลย หันมาดูเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ก็ถมเถเพียงพอแล้ว n







