posttoday
เศรษฐศาสตร์ความสุข (ในบริบทของคนไทย)

เศรษฐศาสตร์ความสุข (ในบริบทของคนไทย)

18 มกราคม 2561

ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้าwww.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.comจากบทความที่แล้วที่ผมได้เขียนเกริ่นนำกับงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข (Economics of Happiness) ว่าเป็นสาขาหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2017/12/blog-post.html) และได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปัจจัยที่จะกำหนดความสุขของคนในแต่ละประเทศนั้นอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย

ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้าwww.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.com

จากบทความที่แล้วที่ผมได้เขียนเกริ่นนำกับงานศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุข (Economics of Happiness) ว่าเป็นสาขาหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2017/12/blog-post.html) และได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปัจจัยที่จะกำหนดความสุขของคนในแต่ละประเทศนั้นอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศด้วย

ทั้งนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลสำรวจรายบุคคลของแต่ละประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่กำหนดระดับความสุขของคนในประเทศนั้นๆ ซึ่งในกรณีของประเทศไทย เริ่มมีการสำรวจ ในด้านความสุขและมีการศึกษาปัจจัย ที่กำหนดความสุขของคนไทยออกมาบ้างแล้ว โดยบทความนี้ผมจะขอนำเสนองานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ความสุขที่ได้นำข้อมูลของคนไทยมาศึกษาและยังเป็นงานที่ได้รับการ กลั่นกรองคุณภาพจากการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในต่างประเทศ (International Publication) แล้ว 5 ชิ้น ดังนี้

1.Rukumnauykit, Pungpond (2016) "Does Income Matter for Subjective Wellbeing in Developing Countries: Empirical Evidence from Thailand Microdata, Journal of Human Behavior in the Social Environment, Vol.26, No.2: 179-193

2.Pholphirul, Piriya (2015) "Happiness from Giving: An Investigation of Thai Buddhists", Applied Research in Quality of Life, Vol.10, No.4: 703-720.

3.Pholphirul, Piriya (2014) "Healthier and Happier?: An Urban Rural Divide in Thailand", Journal of Human Behavior in the Social Environment", Vol.24, No.8: 973-985.

4.Rukumnuaykit, Pungpond (2015) "Urbanisation, Poverty and Subjective Well-being: Empirical Evidence from Thailand", Urban Policy and Research, Vol.33, No.1: 98-118.

5.Rukumanuaykit, Pungpond and Pholphirul, Piriya (2016) "Happiness from Social Capital: An Investigation of Micro Data from Rural Thailand", Community Development, Vol.47, Issue 4: 562-573.

โดยจะตอบว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมา สู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ดังนี้

รายได้ การแต่งงาน และ ความสุข - การมีเงินที่มากขึ้นจะนำมาสู่ความสุขของคนไทยที่เพิ่มขึ้น หรือไม่? จากงานศึกษา (ชิ้นแรก) ของ Rukumnuaykit (2016) ใช้ข้อมูลจากข้อมูลดัชนีชี้วัดความสุขจากงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาและทดสอบดัชนี ชี้วัดสุขภาพจิตคนไทย ซึ่งมีจุดเด่นของข้อมูลโดยเป็นการศึกษาจากตัวแทนประชากรทุกภาคในประเทศไทยจากประชากรที่มีอายุ 15-60 ปี ครอบคลุมตัวอย่างที่อยู่ใน 15 จังหวัด ใน 5 ภาค จำนวน 2,402 คน ผลการศึกษาพบว่า "รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อระดับความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะคนที่มีการศึกษาสูง (ตั้งแต่ระดับมัธยมปลายขึ้นไป)

ในขณะที่ผลการศึกษายังพบว่า ความสุขจะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างคนโสดกับคนแต่งงาน แต่คนที่หย่าร้างหรือเป็นหม้ายจะมีระดับของความสุขที่ต่ำกว่าคนโสดเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าวัดในด้าน "ความพึงพอใจในชีวิต (Life Satisfaction)" กลับพบว่า คนที่แต่งงานแล้วจะมีระดับของความพึงพอใจในชีวิตมากกว่าคนโสดอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะลดลงเมื่อมีการควบคุมปัจจัยทางด้าน "บุคลิกภาพ" (Personality Trait) ของแต่ละคน

การให้ กับ ความสุข - เนื่องจากพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย โดยชาวพุทธถูกสอนว่า "การให้" จะเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะนำมาสู่ ความสุข จากงานศึกษาโดย (ชิ้นที่ 2) Pholphirul (2015) พยายามศึกษาถึงความเชื่อดังกล่าว โดยได้ใช้ข้อมูลจากการสำรวจสังคมและวัฒนธรรมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผลการศึกษาพบว่า การให้นำมาสู่ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการให้ในสิ่งที่เป็นเงินและสิ่งของจะนำมาสู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการให้แรงหรือการทำงานอาสาสมัคร ในขณะที่การให้ทางศาสนา (Religious Giving) เช่น การทำบุญ ตักบาตร สังฆทานจะนำมาสู่ความสุขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการให้ที่ไม่ใช่เป็นทางศาสนา (Non-Religious Giving)

เมืองหรือชนบท - ประเด็นข้อหนึ่งที่อยู่ในใจผมก็คือ การที่สื่อและสังคมโดยรอบพยายามเผยแพร่ภาพออกมาว่า "คนชนบทจะมีความสุขมากกว่าคนเมือง" ในฐานะของคนหนึ่งที่เกิดในกรุงเทพฯ เรียนหนังสือและทำงานในกรุงเทพฯ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นสักเท่าใดนัก จึงนำมาสู่งานวิจัย (ชิ้นที่ 3) Pholphirul (2014) ที่พยายามศึกษาว่าคนไทยในเมืองกับคนไทยในชนบท ใครจะมีความสุขและความสบายใจมากกว่ากัน

จากการศึกษาพบว่า ระดับความสุขของคนเมืองกับคนชนบทไม่ได้มีความแตกต่างกัน (ตามนัยสำคัญทางสถิติ) แต่แตกต่างกันที่ "ความสบายใจ (Pleasure)" โดยการอาศัยอยู่ในเมืองส่งผลให้ระดับความสบายใจลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสอดคล้องกับงานศึกษา (ชิ้นที่ 4)-ของ Rukumnuaykit (2015) ที่ได้อธิบายว่า สาเหตุที่คนไทยในเมืองมีระดับความพึงพอใจในชีวิตที่ต่ำกว่าคนในชนบทเกิดจากความแตกต่างของสภาพถิ่นที่อยู่ระหว่างเมืองกับชนบท (Urban-Rural Settings) ซึ่งส่งผลให้ปฏิสัมพันธ์ของคนเมืองไม่แน่นแฟ้นและรักใคร่กันเท่าคนชนบท ซึ่งการสร้างความแน่นแฟ้นนี้จะส่งผลต่อการสร้างทุนทางสังคม (Social Capital) ที่เข้มแข็งด้วย เช่นกัน

โดยสอดคล้องกับงานศึกษาชิ้นสุดท้ายของ Rukumnauykit and Pholphirul (2016) ที่ศึกษาหาความสำคัญระหว่างทุนทางสังคมกับความสุข โดยผลการศึกษาพบว่า "ความไว้เนื้อเชื่อใจต่อบุคคลในสังคมในการหยิบยืมข้าวของและความปลอดภัยในชุมชน เป็นตัวบ่งชี้ระดับทุนทางสังคมที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการมีความสุข โดยพบว่า บุคคลที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นในชุมชนมีความน่าจะเป็นที่จะมีความสุขมากกว่าบุคคลที่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นในชุมชนประมาณร้อยละ 9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีความรู้สึกปลอดภัยในการอยู่อาศัยในชุมชนจะมีความสุขมากกว่าผู้ที่มีความกังวลกับความปลอดภัยในชุมชนประมาณร้อยละ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติด้วยเช่นกัน

ครอบครัวกับความสุข - งานศึกษาของ Rukumnauykit and Pholphirul (2016) ยังพบว่า สถาบันครอบครัวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการสร้างความสุขในครัวเรือน โดยระดับของความสุขของสมาชิกอื่นในครัวเรือนมีผลเชิงบวกทำให้ระดับความสุขเพิ่มขึ้น 0.3 และ 0.5 ระดับ ต่อ 1 ระดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาเชิงปริมาณที่ศึกษาในระดับความสุขนี้ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญก็คือ การที่แบบจำลองอาจจะละเลยปัจจัยที่สำคัญอีกหลายปัจจัยที่ไม่สามารถหาได้จากการสำรวจ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา "การละเลยในตัวแปรที่จำเป็น" (Omitted Variables) ซึ่งทำให้ผลการศึกษาข้างต้นเกิดการบิดเบือน (Bias) ได้ ดังนั้นความสุขจึงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลครับ ต่อให้ท่านเป็นหม้ายหรือหย่าร้าง เงินเดือนน้อย อาศัยอยู่ในเมือง และไม่ค่อยได้ทำบุญทำทาน ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะมีความสุขต่ำเสมอไป ทั้งนี้ปัจจัยด้านบุคลิกภาพ (Personality Trait) ส่วนบุคคลมีความสำคัญมากที่จะกำหนดความสุขของตัวเราเอง ตามหลักการทางพุทธศาสนา บางทีเพียงแค่ไม่ทุกข์ เราก็เป็นสุขแล้ว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ