
SMEs กับการนำไทย สู่โลกยุค 4.0 (4)
ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้านที่สาม ข้อมูลต้องเป็นส่วนสำคัญของทุกขั้นตอนในการทำงานและการตัดสินใจ ในโลกยุคใหม่ที่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น และจะเป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริง ต้องสามารถวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลได้ในหลายมิติ SMEs จะต้องให้ความสำคัญต่อการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างจริงจัง ในโลกปัจจุบันที่หลายระบบการทำงานเชื่อมต่อกับระบบอิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ต การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจะสามารถทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก หลาย Platform ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ SMEs ก็จะมี Application ที่จะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วย
ดร.วิรไท สันติประภพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ด้านที่สาม ข้อมูลต้องเป็นส่วนสำคัญของทุกขั้นตอนในการทำงานและการตัดสินใจ ในโลกยุคใหม่ที่การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น และจะเป็นการแข่งขันที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริง ต้องสามารถวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลได้ในหลายมิติ SMEs จะต้องให้ความสำคัญต่อการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างจริงจัง ในโลกปัจจุบันที่หลายระบบการทำงานเชื่อมต่อกับระบบอิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ต การเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจะสามารถทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก หลาย Platform ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ SMEs ก็จะมี Application ที่จะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ Application ที่ธนาคารต่างๆ พัฒนาสำหรับ SMEs นอกจากจะทำให้เกิดความรัดกุมในการบริหารจัดการเงิน และลดความจำเป็นที่จะต้องใช้พนักงานจำนวนมากมาคอยตรวจบัญชีแล้ว ยังจะช่วยให้ SMEs สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าที่จ่ายเงินผ่านระบบ Electronic payment ได้อีกด้วย
ในเรื่องของข้อมูลนั้น ข้อมูลภายนอกก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าข้อมูลภายในองค์กร ทุกวันนี้เราสามารถหาข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจได้สะดวกมากขึ้นกว่าเดิม เป็นข้อมูลที่ปรับปรุงตลอดเวลา ตั้งแต่ข้อมูลราคาสินค้าและวัตถุดิบ ข้อมูลการจราจร ภาพถ่ายดาวเทียม ปริมาณน้ำฝน ตลอดจนข้อมูลทางการเงิน
ด้านที่สี่ การบริหารความเสี่ยงจะต้องเป็นส่วนสำคัญของการทำธุรกิจ โลกยุค 4.0 ไม่เพียงเปิดโอกาสมากมาย แต่จะเป็นโลก VUCA ที่มีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทิศทางคลุมเครือ ธุรกิจต้องเผชิญความเสี่ยงในหลายมิติ การบริหารความเสี่ยงจึงมีความสำคัญมาก ตั้งแต่ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ (Strategic risks) ที่ต้องสามารถเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและปรับตัวได้เร็ว ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยเฉพาะความความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ที่จะรุนแรงขึ้นและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ในโลกที่เทคโนโลยีและ Internet of things มีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการทำธุรกิจ
ความเสี่ยงที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า มีผู้ส่งออก SMEs เพียงประมาณร้อยละ 28 เท่านั้นที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดเป็นประจำ ผู้ส่งออก SMEs จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเฉพาะเวลาที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนสูงและทำพร้อมกัน ทำให้สร้างแรงกดดันให้อัตราแลกเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงแรงขึ้นไปอีก เราต้องยอมรับความจริงว่า อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มที่จะผันผวนสูง และส่วนใหญ่เกิดจากเหตุการณ์ภายนอกประเทศที่กระทบต่อค่าเงินสกุลหลักๆ จึงยากที่จะคาดเดา
ด้านที่ห้า ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาพนักงานโดยต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจให้เข้ากับโลกยุคใหม่แล้ว ยังจะช่วยสร้างความผูกพันกับพนักงานในสภาวะที่เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย การหาแรงงานที่ใช่ ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของธุรกิจในอนาคตจะต้องแข่งขันกันมากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น
ดังที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนต้น งานหลายอย่างที่เป็นงาน Routine จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์มากขึ้น งานที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจได้ จะต้องอาศัยทักษะที่จะสามารถแก้ปัญหา สร้างความแตกต่าง และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ ทักษะเหล่านี้จำเป็นที่พนักงานจะต้องได้รับการพัฒนาโดยต่อเนื่อง ในโลกยุคดิจิทัลนั้น การพัฒนาพนักงานก็สามารถอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ในหลายมิติ หลายหลักสูตรสามารถศึกษาได้ฟรี ผ่าน Youtube หรือ Open platform ต่างๆ
ในการก้าวสู่โลก 4.0 นอกจากภาคเอกชนจะต้องปรับตัวแล้ว การปรับกลไกการทำงานและบทบาทของภาครัฐ (Institution) มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะภาครัฐเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา นโยบาย รวมทั้งยังมีบทบาทที่จะต้องสร้างสภาวะแวดล้อม (Ecosystem) ที่จะเอื้อให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยผมคิดว่ามีอย่างน้อย 2 ด้านสำคัญ ได้แก่
เรื่องที่หนึ่ง การปรับปรุงกฎหมายและกฎเกณฑ์ให้เท่าทันกับโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะโลกที่เทคโนโลยีจะมีความสำคัญมากขึ้น การแข่งขันจะตั้งอยู่บนฐานของความเร็ว และความสามารถในการสร้างนวัตกรรม รวมทั้งต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบกติกาของสากลที่กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลก
ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ รวมกันมากกว่า 1 แสนฉบับ และมีใบอนุญาต มากกว่า 3,000 ประเภท 5 ในการประกอบธุรกิจบางอย่างภาคเอกชนต้องขอใบอนุญาตจากส่วนราชการต่างๆ มากกว่า 20 ประเภท ถ้าคิดในด้านต้นทุนของการประกอบธุรกิจแล้ว กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และใบอนุญาตเหล่านี้ มักจะสร้างภาระให้แก่ธุรกิจ SMEs มากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และหลายครั้งเป็นอุปสรรคทำให้เริ่มธุรกิจใหม่ได้ยาก สร้างความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขันระหว่างธุรกิจ SMEs กับธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นคิดจะขออนุญาตทำธุรกิจ กฎหมายและกฎเกณฑ์จำนวนมากไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ส่วนใหญ่ยังมีลักษณะแบ่งตามอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการแบบแยกส่วน ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่เทคโนโลยีในโลกยุคใหม่จะทำให้ประเภทของธุรกิจและบริการต่างไปจากเดิมที่แต่ละหน่วยงานราชการคุ้นชิน โดยเฉพาะพวก Platform ใหม่ๆ ที่จะรองรับเศรษฐกิจเชิงแบ่งปัน n







