
พลังงานแจงร่วมมือ คงบทบาทปตท.-กฟผ.
พลังงานยันไม่ลดบทบาท ปตท.-กฟผ. เหตุต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจำเป็นประเทศ
พลังงานยันไม่ลดบทบาท ปตท.-กฟผ. เหตุต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจำเป็นประเทศ
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กรณีที่มีกระแสข่าวการลดบทบาทของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. โดยยืนยันว่ารัฐไม่มีนโยบายลดบทบาทสองหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนี้แน่นอน เพราะทั้งสองหน่วยงานต้องร่วมกันทำหน้าที่รักษาและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ ท่อส่งก๊าซ สายส่งไฟฟ้า รวมถึงสถานีสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และโรงไฟฟ้าหลักที่จำเป็นในการสร้างเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศ
"บทบาทการผลิตไฟฟ้าจากโรง ไฟฟ้าหลักที่จำเป็นยังเป็นหน้าที่ของ กฟผ.และการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่จำเป็นก็ยังเป็นหน้าที่หลักของ ปตท.ตามผลการศึกษาที่เหมาะสม ส่วนการผลิตไฟฟ้าและการจัดหาก๊าซธรรมชาติที่นอกเหนือจากที่จำเป็น เพื่อประกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงเพิ่มเติมนั้น จะเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในระบบที่มีการแข่งขัน โดยให้ทั้ง ปตท.และ กฟผ.สามารถร่วมแข่งขันได้ในพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน" นายศิริ กล่าว
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับคำสั่งในเชิงลดบทบาทจากกระทรวงพลังงาน แต่ได้รับการเพิ่มบทบาทให้ช่วยขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 และขับเคลื่อนโครงการที่อยู่ในระบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
นายพรชัย รุจิประภา ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า คณะกรรมการได้จัดทำแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเสร็จสิ้นแล้ว เป็นโรดแมปการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานในระยะ 5 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2561-2565 โดยจะเน้นการปฏิรูปใน 6 ด้าน ครอบคลุม 17 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านพลังงานของประเทศ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ร่วม ส่งเสริมการสร้างพลังงานทดแทนเพื่อเป็นเทคโนโลยีใหม่อย่างยั่งยืน และการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่จากปิโตรเคมี ผลักดันการลงทุนจากอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศกว่า 3 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ แผนได้จัดทำแล้วเสร็จ ขั้นตอนจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนในภาพรวมพร้อมกับคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ ในวันที่ 22 ม.ค. 2561 หลังจากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะนำไปจัดทำข้อสรุปภายในเดือน ก.พ. และเสนอให้คณะรัฐมนตรีในเดือน มี.ค. ต่อไปจะเสนอไปยังสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ คาดว่าจะสามารถประกาศใช้เป็นแผนปฏิรูปประเทศไทยในทุกด้านหรือแผนยุทธศาสตร์ชาติ เดือน เม.ย. 2561







