posttoday
สินทรัพย์การเงินขึ้นต่อ

สินทรัพย์การเงินขึ้นต่อ

07 ตุลาคม 2553

.....พงศ์ภัทร ศิริพิพัฒน์

ตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาผันผวนรุนแรง โดยต้นสัปดาห์ปรับตัวลงจากความกังวลเรื่องการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ประกอบกับข่าวเรื่องการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินอย่าง CS UBS ในยุโรป ส่งผลให้มีแรงเทขายในตลาดหุ้นยุโรปแรง แต่ท่ามกลางข่าวร้ายก็มีข่าวดีเข้ามาในระหว่างสัปดาห์ คือ การที่ญี่ปุ่นประกาศทำ QE จำนวน 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อสภาพคล่องของตลาดเงินตลาดทุนโลก และทำให้นักลงทุนคาดว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดจะใช้นโยบายคลายทางการเงินครั้งที่ 2 หรือ QE2 ในการประชุมเฟดครั้งถัดไปวันที่ 23 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งผลบวกมากต่อตลาดหุ้นจากสภาพคล่องที่เพิ่มเข้ามา โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในวันอังคารถึง 2,200 ล้านบาท ก่อนกลับมาซื้อสุทธิในวันพุธ 2,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองที่กลับมาเป็นบวก

แนวโน้มตลาดในสัปดาห์นี้เราคาดว่าจะกลับมาแกว่งตัวขึ้น เพื่อรอการทำ QE2 ของสหรัฐในต้นเดือนหน้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกและมีผลต่อตลาดหุ้นโลกมาก เนื่องจากตลาดคาดว่าจะมีการอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบสูงถึง 5 แสนล้าน ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้สภาพคล่องของสินทรัพย์การเงินปรับตัวขึ้นได้จากสภาพคล่องที่เข้ามาจำนวนมาก

ทาง KGI ประเมินว่า หาก QE2 เกิดขึ้นจริง คาดว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นได้อีกมากและส่งผลต่อเนื่องทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมากในระยะกลางยาว และจะทำให้มีเงินไหลเข้าในภูมิภาคเอเชียเพื่อหลีกหนีการอ่อนค่าของดอลลาร์ (อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นค่าเงินดอลลาร์มีการเก็งกำไรข่าวเรื่องการทำ QE2 นี้มาระดับหนึ่งแล้ว หากมีการประกาศออกมาจริง นักค้าเงินอาจจะมีการปิด Short รับข่าวและทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะกลับมาอ่อนค่าในระยะกลางยาว ในช่วงที่เริ่มทำการซื้อพันธบัตร)

ในขณะที่การทำ QE ของญี่ปุ่นจะส่งผลให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับสหรัฐ และทำให้เห็นภาพของการเสื่อมค่าของค่าเงินเห็นได้ชัดมากขึ้นและทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ปกป้องการเสื่อมค่าของค่าเงินได้

เราประเมินว่า สามารถติดตามความเคลื่อนไหวในการทำ QE2 ของสหรัฐโดยผ่านทางตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งดูได้จากอัตราผลตอบแทนหากยังปรับตัวลงหรือดูว่ายังไม่ปรับตัวขึ้น (ซึ่งดูง่ายกว่าเพราะตอนนี้อัตราผลตอบแทนต่ำมาก การปรับตัวลงจะลงในระดับที่น้อย ในขณะที่หากตลาดเปลี่ยนความคาดหวังเรื่อง QE2 อัตราผลตอบแทนจะปรับตัวขึ้นได้มาก) ความเป็นไปได้ในการทำ QE2 ยังเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้ และจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นได้ แต่การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรต้องไม่ได้มาจากดีมานด์ซัพพลายที่เปลี่ยนไปจากการประมูลพันธบัตรใหม่ของสหรัฐ

ทางด้านความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นเรื่องการออกมาตรการใหม่ๆ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท โดยทาง ธปท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อออกมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้า และติดตามปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท แต่ในช่วงนี้เป็นรอยต่อของการเข้ามารับหน้าที่ของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ทำให้ยังต้องใช้เวลาศึกษาข้อดีและข้อเสียระยะหนึ่งก่อน ทำให้ตลาดตีความว่าการออกนโยบายอาจจะยังไม่ใช่ช่วงนี้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะออกมาตรการในช่วงถัดไปบ้างก็ตาม แต่จากในประเทศอื่นๆ ที่มีการใช้มาตรการต่างแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไม่ได้ปรับตัวลงมากนัก

ส่วนปัจจัยในประเทศอื่นๆ คือเรื่องการก่อความไม่สงบ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง แม้จะยังไม่ส่งผลต่อตลาด แต่คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติค่อนข้างให้ความสนใจมาก และอาจจะขายสุทธิออกมาหากมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ทิศทางเทคนิค ระยะสั้นจะมีแนวต้านอยู่ที่บริเวณ 987, 1000 จุด ที่มีโอกาสจะชะลอสั้น ส่วนแนวรับอยู่ที่บริเวณ 973 จุด คาดว่าจะเป็นการแกว่งตัวขึ้นจากการเก็งกำไรเรื่อง QE2 ของสหรัฐที่ใกล้เข้ามาทุกที และอาจจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะยาวและกระตุ้นการทำ Dollar carry trade และมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่เอเชียที่ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงและค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่า

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก