posttoday
นักกฎหมายในอนาคต

นักกฎหมายในอนาคต

16 มกราคม 2561

น.ต.วรวิทย์เมื่อวันก่อนมีการสัมมนาวิชาการเรื่อง "การสรรค์สร้างนักนิติศาสตร์ใหม่สู่สังคมไทยและสังคมโลก" จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้คือ เพื่อเปลี่ยนแปลงนักนิติศาสตร์ของประเทศให้มีความพร้อมสามารถรองรับความเป็นไปในอนาคตได้ โดยมีมุมมองจากวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติหลายท่านที่น่าสนใจ เช่น ศ. David Kennedy จาก Havard Law School อยากให้มุ่งเป้าไปที่ด้วยความกดดันของโลกที่ประสบอยู่ ศ. Philip J. Mcconaughay พูดถึงจีนว่ามีการพัฒนากฎหมายที่หลากหลาย เช่น การค้าระหว่างประเทศ กฎหมายทะเล ฯลฯ เช่น ขณะนี้มีการสร้าง maritime silk road และสร้างกฎหมายใหม่ขึ้น

น.ต.วรวิทย์

เมื่อวันก่อนมีการสัมมนาวิชาการเรื่อง "การสรรค์สร้างนักนิติศาสตร์ใหม่สู่สังคมไทยและสังคมโลก" จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้คือ เพื่อเปลี่ยนแปลงนักนิติศาสตร์ของประเทศให้มีความพร้อมสามารถรองรับความเป็นไปในอนาคตได้ โดยมีมุมมองจากวิทยากรที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติหลายท่านที่น่าสนใจ เช่น ศ. David Kennedy จาก Havard Law School อยากให้มุ่งเป้าไปที่ด้วยความกดดันของโลกที่ประสบอยู่ ศ. Philip J. Mcconaughay พูดถึงจีนว่ามีการพัฒนากฎหมายที่หลากหลาย เช่น การค้าระหว่างประเทศ กฎหมายทะเล ฯลฯ เช่น ขณะนี้มีการสร้าง maritime silk road และสร้างกฎหมายใหม่ขึ้น

ศ.ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย มองว่าต้องมีการพัฒนา 4 ประการ ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัย (Law School) ควรมีการร่วมมือกับประเทศเพื่อบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และเมียนมา เพื่อพัฒนาหลักสูตรรวมถึงการวิจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive Technology) กฎหมายไซเบอร์ (Cyber Law) รวมถึงส่งเสริมให้นักกฎหมายไทยสามารถทำงานในระดับอาเซียนและภูมิภาคได้

2.ความเข้าใจในกฎหมาย เช่น เราไม่ต้องทำตาม one belt one road ทั้งหมด แต่เราควรรู้ และเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร 3.นักกฎหมายที่ดีควรหาข้อเชื่อมโยงของแต่ละกฎหมายนั้นๆ และนำมาปรับใช้ทั้งกฎหมายหลัก และกฎหมายลำดับรองล้วนมีความสำคัญ ควรเรียนรู้ความแตกต่างระหว่าง Rule of law และ Rule by law 4.การก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 ก็มีความเปลี่ยนแปลงมากมาย เช่น Internet of Thing เงินตราดิจิทัล (Bitcoin) Sand Box ต้องเข้าใจ ปรับปรุง และปรับใช้กฎหมายได้

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีและสาธารณูปโภคมากขึ้น การค้าออนไลน์สูงขึ้น ดังนั้นในอนาคตประเด็นเรื่องข้อพิพาททางออนไลน์จะมากขึ้น ตลอดจนเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของหมอมีมากขึ้น เช่น การรักษาที่เกินควร การรักษาที่ไม่ครอบคลุมการใช้ QR Code เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันมากขึ้น ความสำคัญอย่างยิ่งของกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะเริ่มมีการลงทุนนอกประเทศกันมากขึ้น และกฎหมายเทคโนโลยี เช่น ข้อพิพาทที่เกิดจากการขับขี่อัตโนมัติแบบไม่มีคนขับ เป็นต้น โดยในอนาคตคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีมีมากขึ้นและถูกลง สรุปได้ว่าเทคโนโลยีเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน กฎหมายไม่เปลี่ยน ดังนั้นกฎหมายและคนช้ากว่าเทคโนโลยีเสมอ ส่งผลให้มีปัญหาตามมา หรือนักกฎหมายส่วนมากตามเทคโนโลยีไม่ทัน

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ให้ความเห็นว่านักกฎหมายที่ประเทศไทยต้องการดูจากปัญหา 3 เรื่อง คือ 1.ประเทศไทยกับปัญหาเชิงโครงสร้างรัฐธรรมนูญและปัญหาสิ่งแวดล้อม - รัฐธรรมนูญของไทยมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ปี 2550 และปัจจุบัน ส่วนกฎหมายลำดับรอง เช่น ป่าไม้ ที่มีการตรามานานมากแล้ว แต่ทว่ากฎหมายมีความล้าหลัง ทำให้ใช้บังคับได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และด้วยมีข้อพิพาทขึ้นศาลหลายคดี เพราะความขัดแย้งระหว่างกฎหมายเฉพาะ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ

2.ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม - ใน จ.แม่ฮ่องสอน มี 38 หมู่บ้าน จาก 400 กว่าหมู่บ้านเท่านั้นที่มีสัญชาติ การไม่มีสัญชาติไม่เคยแก้ปัญหาได้ แม้ระยะเวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม 3.การรับมือการดัดแปลงสภาพภูมิอากาศ - ยกตัวอย่างคดีโลกร้อนที่ชาวสวนยางไปกรีดยางในสวนตัวเอง แต่กรมอุทยานแจ้งความว่าการกรีดยางทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 2 องศาฯ จึงตัดสินให้เสียค่าปรับ 4 หมื่นบาท ซึ่งการตัดสินเช่นนี้น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะการที่ต้นไม้ลดลงแม้จะมีผลต่ออุณหภูมิ แต่ไม่สัมพันธ์กับหลักการคิดค่าเสียหายของโลก

นั่นคือความเหลื่อมล้ำกับสิทธิของคนในสังคม กระทบไปถึงความเข้าใจและการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ มองว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จให้ถอดหมวกของความเป็น "นัก" ออกเสียก่อน นักกฎหมายที่ประเทศไทยต้องการคือ นักกฎหมายที่รับฟังคนอื่นมากที่สุด มีตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ช่วงที่ประเทศต้องการพัฒนา พบว่าประเทศติดขัดหลายประการเพราะมีกฎหมายเยอะมาก ดังนั้นจึงเอากฎหมายทั้งหมดถ่วงน้ำ และหยิบเฉพาะที่จำเป็นมาใช้ ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมาก แต่ทว่าคนในประเทศเกิดความตระหนัก และร่วมกันมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศร่วมกัน ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยที่ไม่สามารถทำได้ และด้วยกฎหมายเก่าเป็นภาระ และกฎหมายใหม่ที่ออกกันมากเกินไปจนสร้างผู้เชี่ยวชาญไม่ทัน

ศ.ณรงค์ ใจหาญ บอกว่า สมัยก่อนกฎหมายมี 4 เสา แพ่ง อาญา วิแพ่ง วิอาญา แต่ด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีมีมากขึ้น จึงกำหนดให้มีการเลือกวิชาที่จะเรียนรู้ศาสตร์อื่นๆ ด้วย เพื่อปรับให้เข้ากับสังคม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ วิธีการสอน ซึ่งจะเน้นเรื่องการให้รู้พื้นฐานและวัดผลโดยการปรับใช้ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับไปใช้หลักสูตร "คลินิกกฎหมาย" นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาให้เรียนรู้ ศึกษาข้อมูลเชิงลึกและปรับใช้ได้จริง เป็นธรรม ตลอดจนเป็นรากฐานสร้างความสนใจเรียนต่อในสาขาที่สนใจต่อไป รวมถึงการสร้างจิตสำนึกให้นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมและประเทศเป็นสำคัญ การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน คือกุญแจสำคัญในการปรับปรุงนักกฎหมาย

การใช้กฎหมายต่างๆ จึงต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์เป็นสำคัญ ที่มาที่ไปของกฎหมายฉบับนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มยกร่าง การพิจารณาถกเถียงจนตกผลึกออกมาเป็นกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นถึงความมุ่งหมายที่แท้จริงของผู้ร่าง อันจะนำไปใช้หรือพิจารณาคดีต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและเป็นธรรม จะได้ไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เช่น คดีพนักงานเก็บขยะ เก็บของเก่าซึ่งเป็นแผ่นซีดีเก่าเกือบร้อยแผ่นมาวางขาย แล้วถูกดำเนินคดีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ปลายทางของกฎหมายจึงไม่ใช่การตีความ แต่มีอะไรที่มากกว่านั้นอีก ที่ก็ไม่ใช่เพียงหลักนิติรัฐ แต่นั่นคือหลักนิติธรรมนั่นเอง n

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย