posttoday
ทิศทางค่าเงินบาท เรื่องที่คาดการณ์ยาก แต่พอมีทางออก

ทิศทางค่าเงินบาท เรื่องที่คาดการณ์ยาก แต่พอมีทางออก

14 มกราคม 2561

พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนากรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนหลุด 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 นับเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ได้จุดกระแสความกังวลในแวดวงผู้ส่งออกขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ส่งออกมักจะถามผมเป็นประจำคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "แนวโน้มค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร" ซึ่งถือเป็นคำถามที่ตอบได้ยากมาก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในภาวะปัจจุบัน มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายและไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนากรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนหลุด 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2561 นับเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ได้จุดกระแสความกังวลในแวดวงผู้ส่งออกขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้ส่งออกมักจะถามผมเป็นประจำคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "แนวโน้มค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร" ซึ่งถือเป็นคำถามที่ตอบได้ยากมาก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในภาวะปัจจุบัน มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายและไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น

ความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ ที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ รวมถึงการเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้การ คาดการณ์ค่าเงินบาทให้มีความ แม่นยำแทบจะเป็นไปได้ยาก แม้แต่คาดการณ์ค่าเงินบาทที่ออกมาจากสำนักต่างๆ ก็เรียกได้ว่าไปกันคนละทิศละทาง มีทั้งที่คาดว่าเงินบาทจะแข็ง ค่าต่อเนื่องและที่คาดว่าเงินบาทจะ กลับมาอ่อนค่าลง

แม้ว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจจะไม่ได้กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกของไทยโดยภาพรวมมากนัก เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทรอบนี้เป็นไปตามทิศทางค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคที่แข็งค่ากันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเงินวอนของเกาหลีใต้ ริงกิตของมาเลเซีย ดอลลาร์ไต้หวัน หรือดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ล้วนแข็งค่าในระดับ 10% ขณะที่การ ส่งออกของไทยในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้แตะ 10% สูงสุดในรอบ 6 ปี อย่างไรก็ตามการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยตรงจากรายได้ของผู้ส่งออกเมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทที่ลดน้อยลง ผู้ส่งออกทุกท่านคงทราบดี เนื่องจากต้องประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวมาตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับผู้ส่งออกรายใหญ่คงไม่ค่อยน่ากังวลนัก เนื่องจากส่วนใหญ่มีประสบการณ์และเคยผ่านวิกฤตเงินบาทแข็งค่าซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกมาแล้ว อีกทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีการบริหารต้นทุน การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นระบบ รวมถึงมีสายป่านทางการเงินและ อัตรากำไร (Margin) ที่สามารถรองรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ส่งออก SMEs ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินทุนหมุนเวียนและ Margin ที่สูงนัก การแข็งค่าของเงินบาทอย่างรวดเร็วอาจทำให้ผู้ส่งออกกลุ่มนี้ขาดทุนและต้องปิดกิจการลงหากไม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดี

ผมเชื่อว่าผู้ส่งออกน่าจะพอทราบถึงเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมาบ้าง จากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความรู้จากสื่อต่างๆ ที่ปัจจุบันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็เรื่องของการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือ Forward Contract ที่ช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันที่ท่านได้รับคำสั่งซื้อ โดยไม่ต้องกังวลว่าในอีก 3 เดือน 6 เดือนข้างหน้า เมื่อท่านได้รับชำระค่าสินค้า เงินบาทจะแข็งค่าไปเท่าไร ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถล็อกต้นทุนและกำไรได้ ทำให้สามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม Forward Contract ยังถือเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น หากปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ และผู้ส่งออกกังวลว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า เมื่อได้รับชำระค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ เงินบาทอาจจะแข็งค่าขึ้นอีก ผู้ส่งออกจึงไปทำ Forward Contract เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ณ ราคาปัจจุบันที่ 32 บาท/ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามหากในอีก 3 เดือนข้างหน้า ค่าเงินบาทกลับอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์ ผู้ส่งออกจะไม่สามารถแลกเงิน ณ อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นที่ 35 บาท/ดอลลาร์ได้ แต่ต้องแลก ณ อัตราแลกเปลี่ยนที่ทำสัญญา Forward Contract ไว้ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการ "ขาดทุนกำไร" จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 12.1% นับตั้งแต่ต้นปี 2560 ผมเชื่อว่าคงมีหลายท่านที่มองว่าเงินบาทไม่น่าจะแข็งค่าไปกว่านี้แล้ว และน่าจะอ่อนค่าลงบ้าง จึงเลือกที่จะไม่ทำ Forward Contract เพราะกลัวสิ่งที่เรียกว่า "ขาดทุนกำไร"

นอกเหนือจาก Forward Contract แล้ว ยังได้มีการพัฒนาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอีกทางเลือกหนึ่งที่เรียกว่า "FX Options" ซึ่ง FX Options จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ณ ราคาปัจจุบัน โดยไม่ต้องกังวลกับการแข็งค่าของเงินบาทในอนาคตเช่นเดียวกับการทำ Forward Contract แต่ในทางกลับกันหากเงินบาทกลับอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์ เหมือนตัวอย่างที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้า FX Options ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกสามารถแลกเงินตราต่างประเทศ ณ อัตราตลาดในขณะนั้นที่ 35 บาท/ดอลลาร์ได้ ทำให้ผู้ส่งออกได้ประโยชน์สูงสุดไม่ว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าก็ตาม

สุดท้ายนี้ ผมขอย้ำอีกครั้งว่า การที่เงินบาทมีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก ผู้ส่งออกควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรหรือลุ้นค่าเงินในทุกกรณี แล้วหันมาใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็น Forward Contract หรือ FX Options ดีกว่า เนื่องจากจะทำให้ผู้ส่งออกทราบต้นทุนและรายรับที่ชัดเจนโดยไม่ต้องกังวลกับทิศทางค่าเงินในอนาคต ซึ่ง จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถทุ่มเทเวลาและทรัพยากรไปพัฒนาสินค้าและกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มกำไรให้สูงขึ้น n

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว