
ดันนิคมสะเดาบูมใต้
กนอ.กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ทุ่มงบเกือบ 1,300 ล้าน พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสะเดา 927 ไร่ รับ 5 อุตสาหกรรมเริ่มสร้างปลายปี 2561
กนอ.กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ทุ่มงบเกือบ 1,300 ล้าน พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสะเดา 927 ไร่ รับ 5 อุตสาหกรรมเริ่มสร้างปลายปี 2561
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน (เอสอีแซด) เริ่มมีความคืบหน้าทั้งในด้านโครงสร้าง พื้นฐาน แผนการรองรับ กิจกรรมด้านการตลาด ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว และคาดว่าในช่วงปลายปี 2561 จะเริ่มมีการก่อสร้างและวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน และพร้อมเปิดดำเนินการให้นักลงทุนเข้าใช้พื้นที่ เพื่อประกอบกิจการได้ปลายปี 2562 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ กนอ.ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ไว้ทั้งสิ้น 927 ไร่ แบ่งเป็นเขตประกอบการทั่วไป 289 ไร่ เขตประกอบการโลจิสติกส์ 119 ไร่ เขตประกอบการเสรี 81 ไร่ เขตพาณิชย์ 48 ไร่ พื้นที่สีเขียว 102 ไร่ และพื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 286 ไร่ ภายใต้งบประมาณการลงทุนรวม 1,280 ล้านบาท โดยขณะนี้ยังมีนักลงทุนแสดงความสนใจในการเช่าพื้นที่ในนิคมฯ สะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา แล้วจำนวน 7 ราย ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างครบวงจร กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร กลุ่มอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ และธุรกิจการท่องเที่ยว
การจัดตั้งนิคมฯ สะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.สงขลา มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากหน่วยงานเครือข่ายอื่นๆ ที่จะพัฒนาควบคู่กันไป ได้แก่ ด้านคมนาคมขนส่ง โดยกรมทางหลวงชนบทกำลังเร่งก่อสร้างถนนสายสงขลา 1027-ปาดังเบซาร์ เพื่อช่วยแบ่งเบาการจราจรจากทางหลวงหมายเลข 4 ปาดังเบซาร์และด่านสะเดา และยังมีอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการออกแบบคือ ทางหลวงหมายเลข 4-ด่านสะเดา แห่งที่ 2 มอเตอร์เวย์หาดใหญ่-ชายแดนไทย/มาเลเซีย และรถไฟทางคู่สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่
นอกจากนี้ กนอ.ยังได้วางเป้าหมายให้นิคมฯ สะเดา เป็นพื้นที่รองรับ การลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและ เครื่องหนัง อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยมั่นใจความได้เปรียบจากจุด ยุทธศาสตร์ที่เป็นทั้งศูนย์กลางทางการค้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย จะเป็นปัจจัยที่สร้างโอกาสการค้าและการ ลงทุน







