
‘ณัฐพล’ รับราชการ คืองานสร้างประเทศ
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ไทยแลนด์ 4.0
โดย ดวงนภา ประเสริฐพงษ์
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นการก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลงไปสู่การพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบจึงจำเป็นต้องยกระดับให้รอบด้าน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องทันสถานการณ์และเป็นผู้นำในการพัฒนาหลายๆ ด้าน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้บุคลากรที่มีความรู้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
"ดร.ปั้น-ณัฐพล รังสิตพล" เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จึงถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามารับหน้าที่นี้โดยตรง แม้ประวัติส่วนตัวจะเป็นทายาทนักการเมืองรุ่นใหญ่ "สุขวิช รังสิตพล" แต่ก็ไม่ได้เดินตามรอยเส้นทางนั้น ในทางกลับกัน เลือกที่จะรับงานราชการ
"ณัฐพล" เคยจับงานมาทั้งสายวิชาการและภาคปฏิบัติมาก่อน จึงมีส่วนช่วยให้เกิดมุมมองในการทำงานที่หลากหลายมิติ ขณะเดียวกันยังเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รู้อะไรต้องรู้ให้จริง จึงส่งผลต่อการทำงานโดยตรง เพราะเมื่อจับงานอะไรก็ต้องทำอย่างจริงจังและทำให้สำเร็จ
"ครั้งแรกที่เข้ารับราชการประมาณปี 2541 มาทำที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นวิศวกรตรวจโรงงาน สมัยอุตสาหกรรมจังหวัด ต้องเดินสายดูโรงงานต่างๆ ติดสอยห้อยตามเขาไป งานเราเองก็มี แต่ก็ไป เพราะมักจะไปโรงงานใหญ่ๆ ยังจำได้ดี ครั้งหนึ่งเคยไปโรงงานจอกลมทีวีจอแก้ว ยุคนั้นถือเป็นโรงงานที่ไฮเทคมาก มาทุกวันนี้พอโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเป็นจอแบน เขาปิดเลยนะ ไม่คิดว่าเปลี่ยนเร็วขนาดนี้" ณัฐพล ระบุ
หลังจากนั้นสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอยืมตัวเพื่อให้มาช่วยตั้งสถาบันเครือข่ายภายใต้กระทรวง ถูกส่งไปทำงานกับเจ้าหน้าที่สถาบันด้วย เช่น การจัดทำระเบียบสถาบัน ระเบียบบุคคล ระเบียบการเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่เป็นฝ่ายเลขานุการ เป็นฝ่ายบุคคลรับสมัครเจ้าหน้าที่ ถือว่าเป็นช่วงที่ได้ความรู้ที่ดี ทำให้เข้าใจรูปแบบการตั้งองค์กรตลอดจนกระบวนการทำงานทั้งหมด
ณัฐพล เล่าว่า หลังจากทำงานอยู่กับสำนักงานปลัดฯ ระยะหนึ่ง สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ขอยืมตัวไปช่วยราชการอีกครั้ง ได้ไป เซตอัพข้อมูลร่วมกับธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งสมัยนั้นยังไม่เคยมีฐานข้อมูลดัชนีต่างๆ หลังจากนั้นก็ได้รับผิดชอบงานในกลุ่มรถยนต์ที่ขณะนั้นมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ได้เข้าไปทำโปรเจกต์รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือที่รู้จักกันในชื่ออีโคคาร์ ซึ่งทุกวันนี้ก็รู้สึกภูมิใจที่เห็นรถพวกนี้ โดยเฉพาะเวลาไปเห็นต่างประเทศจะภูมิใจมาก
สมัยนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ 4 ปี หลังจากนั้นก็เป็นผู้อำนวยการสำนักที่มาดูเรื่องสิ่งทอ เรื่องอาหาร เรื่องยาง สิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นอุตสาหกรรมเบา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาอีกสำนักหนึ่งคือจะเป็นอุตสาหกรรมหนักหมดเลย ก็กลับมาทำรถ ทำเหล็ก ทำไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็กลับมามีการทำโครงสร้างภาษีล็อต 2 กับอีโคคาร์เฟส 2 จากนั้นก็เลื่อนมาเป็นรองผู้อำนวยการที่ สศอ. รับผิดชอบเรื่อง อินเด็กซ์ เรื่องข้อมูล
ตลอดชีวิตของการรับราชการ นับได้ว่าได้เรียนรู้สายงานที่หลากหลาย โดยก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สมอ. ได้ย้ายมาเป็นรองเลขาธิการ สมอ. จึงเน้นเป็นมิติของโอเปอเรเตอร์ ไม่เหมือน สศอ. เพราะที่นั่นจะต้องมีโจทย์พลิกแพลงตลอดเวลา จนเมื่อก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการ สมอ.แล้ว ยอมรับว่าในยุคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ
"ถ้าเราทำงานวิธีเดิมเราไม่ทันโลกแน่ๆ คนก็คาดหวังว่า สมอ.ต้อง 4.0 ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ เวลากำหนดจะต้องกำหนดยังไง เวลาตรวจรับรองแบบเดิมช้าไปไหม ต้องมีระบบไอทีรับรอง การตรวจห้องปฏิบัติการ ห้องแล็บต้องมีคนจากภายนอก (เอาต์ซอร์ส) มาร่วมไหม มันก็จะมีมิติในการเปลี่ยน กรอบของมาตรฐานระดับโลกที่เดิมต่างคนต่างประเทศทำกันก็เริ่มมาหากันมากขึ้นที่ต้องทำ มีกฎเกณฑ์ในโลกของมาตรฐาน" ณัฐพล กล่าว
ขณะเดียวกัน เรื่องเอสเอ็ม อีก็จะต้องมีบทบาทเข้าไปเข้มงวดเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอี (มอก.เอส) ให้ผู้ประกอบการทำงานกับเราให้สะดวกขึ้น ประชาชนมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะเรามี 2 มิติสำคัญที่ต้องดูแล คือ เรื่องมาตรฐานและการดูแลประชาชน
ฉะนั้น ถ้าถามว่าความท้าทายคืออะไร คือการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะมากระทบ สมอ. และเป็นสิ่งที่ถูกคาดหวังจากรัฐบาลจากผู้ที่เราดูแลเขา ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ







